47 โรนิน (47 Ronin) เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นของโรนิน 47 คน ที่แน่วแน่ในการดำรงตามวิถีแห่งซามูไร หรือบูชิโด อย่างกล้าหาญ ไม่เกรงกลัว แม้ว่าตัวจะต้องรับโทษตามกฎของบ้านเมืองก็ตาม จนกลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันมากว่า 300 ปี


ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวของ 47 โรนิน เรามาทำความเข้าใจกับวิถีชีวิตและสังคมญี่ปุ่นในยุคนั้นกันก่อน ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจความสำคัญและเหตุผลของตัวละครในเรื่องราว 47 โรนิน ได้ดีขึ้น

สังคมญี่ปุ่นในยุคซามูไร

ภาพซามูไร จาก flickr

ลำดับชนชั้นในญี่ปุ่น

ซามูไร หรือนักรบ เป็นชนชั้นที่ขึ้นมามีอำนาจปกครองในญี่ปุ่นตั้งแต่ คริสต์ศตวรรษที่ 11 ทำให้ลำดับของชนชั้นในญี่ปุ่น มีจักรพรรดิและครอบครัวอยู่สูงสุด รองลงมาเป็นโชกุน (shogun) ตามด้วยไดเมียว (daimyo) และตระกูลซามูไรใหญ่อื่นๆ


รองลงมาอีกก็จะเป็นชาวนา ซึ่งอยู่เหนือพวกช่างฝีมือและพ่อค้า ตามลัทธิขงจื๊อ ส่วนชนชั้นต่ำสุดก็ได้แก่อาชีพอื่นๆ เช่น คนแล่เนื้อ นักแสดง เกอิชา และโสเภณี


ผลของลำดับชนชั้นนี้ ทำให้ซามูไรกลายเป็นชนชั้นสูงที่คนทั่วไปต้องให้ความเคารพ


โชกุน และไดเมียว

ถึงแม้ว่าโชกุนจะอยู่ระดับต่ำกว่าจักรพรรดิ แต่จริงๆ แล้วโชกุนถืออำนาจปกครองสูงสุดของประเทศ โดยมีจักรพรรดิเป็นเหมือนเพียงประมุขในลักษณะพิธีการ


คำว่า “โชกุน” จริงๆ แล้วแปลตรงตัวคือ “แม่ทัพ” นั่นเอง คือ หลังจากที่ทหารยึดอำนาจของประเทศ ก็ปกครองประเทศ โดยมีแม่ทัพเป็นผู้สำเร็จราชการ ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งโชกุนก็คือหัวหน้าตระกูลซามูไรที่มีอำนาจสูงสุดในขณะนั้น


ถัดจากตระกูลซามูไรของโชกุน ก็จะมีตระกูลซามูไรใหญ่อื่นๆ มีหัวหน้าตระกูลเรียกว่าไดเมียว (daimyo) โดยไดเมียวจะได้รับอำนาจปกครองดูแลแคว้นในส่วนต่างๆ ของประเทศ ตามที่โชกุนจัดแบ่งให้ และจะมีที่ดินที่ได้รับเป็นของตระกูล และยังมีซามูไรลูกน้องจำนวนมาก (มองว่าคล้ายๆ ตระกูลในซีรีส์ Game of Thrones ก็ได้)


บูชิโด และโรนิน

ซามูไรทุกคนจะต้องมีนาย ซึ่งสำหรับซามูไรส่วนใหญ่คือไดเมียวที่ตัวเองสังกัดอยู่นั่นเอง การไม่มีนาย ถือว่าไม่มีเกียรติ และหนึ่งในกฎของบูชิโด คือ หากซามูไรคนไหนสูญเสียนายไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่น นายถูกปลดจากตำแหน่ง หรือตัวซามูไรเองโดนนายไล่ออก ตัวเองก็จะต้องทำเซ็ปปุกุ (ฮาราคีรี) หรือฆ่าตัวตาย เพื่อรักษาเกียรติของตน


หากซามูไรคนไหนเสียนายไปและไม่ฆ่าตัวตาย แต่เลือกจะมีชีวิตต่อไป ก็จะเป็นซามูไรที่ไร้นาย และไร้ซึ่งเกียรติ เรียกว่าเป็นโรนิน ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นซามูไรอยู่ แต่จะไม่ได้รับความเคารพเหมือนซามูไรทั่วไป และอาจจะเป็นที่เย้ยหยันของคนด้วย


ตามกฎของบ้านเมืองในช่วงนั้น คนที่เป็นโรนินไม่สามารถทำอาชีพมีเกียรติอื่นๆ ได้ ประกอบกับความที่ไม่มีนาย โรนินจึงเหมือนเป็นคนที่ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง เหมือนเป็นคนพเนจร (ทุกวันนี้คำว่า โรนิน ก็ยังใช้กันในญี่ปุ่น เพื่อเรียกคนว่างงานที่ยังหางานใหม่อยู่ หรือคนที่ไม่มีงานเป็นหลักแหล่ง) โรนินบางส่วนพอจะหางานได้ดีหน่อยคือเป็นทหารรับจ้าง เป็นบอดี้การ์ดให้พ่อค้า หรือคนร่ำรวยอื่นๆ 

เริ่มเรื่อง

ในปี 1701 ไดเมียวสองคน คือ อะซะโนะ นะงะโนะริ ไดเมียวหนุ่มประจำแคว้นอะโก  และ คาเม ไดเมียวประจำแคว้นซุวาโนะ ได้รับคำสั่งให้จัดงานเลี้ยงรับรองให้กับตัวแทนของจักรพรรดิ ในขณะที่ทั้งสองประจำอยู่ที่เมืองหลวงเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน)  


ทางการกำหนดให้ อะซะโนะ และคาเม ต้องได้รับการฝึกสอนในเรื่องของกิริยามารยาทที่เหมาะสมในการวางตัวกับตัวแทนจากพระราชวังก่อน โดยมี คิระ โยะชินะกะ ข้าหลวงตำแหน่งและอำนาจสูงในสังกัดของโชกุน โทะกุงะวะ สึนะโยะชิ เป็นผู้ฝึกสอน


พูดง่ายๆ คือ อะซะโนะ กับ คาเม ต้องมาฝึกมารยาทกับ คิระ เพื่อเตรียมตัวเลี้ยงรับรองแขกจากพระราชวัง

ต้นตอของหายนะ

คิระ (คนที่จะเป็นผู้ฝึกสอน) เมื่อได้พบกับอะซะโนะ และคาเม ก็รู้สึกไม่ชอบทั้งคู่ บางแหล่งบอกว่าเป็นเพราะทั้งสองไม่ได้เตรียมของกำนัลตามประเพณีที่ดีพอมาให้คิระ แหล่งอื่นบอกว่าเป็นเพราะคิระเป็นคนเย่อหยิ่งและเจ้าอารมณ์อยู่แล้วโดยนิสัย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด คิระปฏิบัติกับอะซะโนะและคาเมไม่ดีนัก


ในขณะเดียวกัน บางแหล่งบอกว่าคิระเป็นคนคดโกง ซึ่งอะซะโนะไม่ชอบเป็นอย่างมาก เพราะอะซะโนะเป็นคนเคร่งในคำสอนของขงจื๊อ


ในตอนแรกอะซะโนะทนรับกับการปฏิบัติอย่างไม่ให้เกียรติของคิระอย่างสงบ ในขณะที่คาเมรู้สึกรับไม่ได้จนถึงขั้นคิดเตรียมจะฆ่าคิระที่ดูถูกอยู่ตลอด แต่เมื่อเหล่าที่ปรึกษาของคาเมได้ยินความคิดของคาเมที่อยากจะฆ่าคิระ ก็รีบคิดหาทางออกกัน เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะที่จะเกิดกับนายและทั้งตระกูลถ้าหากคาเมลงมือจริง (เพราะจะต้องถูกลงโทษชิปหายกันทั้งหมด) โดยการจัดของขวัญสินบนขนาดใหญ่ให้กับคิระ หลังจากนั้นคิระจึงเริ่มปฏิบัติกับคาเมอย่างดี ซึ่งทำให้คาเมสงบลงได้


แต่คิระก็ยังปฏิบัติกับอะซะโนะไม่ดีอยู่เช่นเดิม จนในที่สุดเมื่อคิระดูถูกอะซะโนะ โดยการเรียกอะซะโนะว่าเป็นคนบ้านนอกชั้นต่ำไร้มารยาท อะซะโนะก็อดกลั้นไม่ได้อีกต่อไป จึงชักมีดออกมาจ้วงใส่คิระ ทำให้คิระเป็นแผลที่ใบหน้า จ้วงครั้งที่สองคิระหลบได้จึงไปโดนเสาแทน จากนั้นทหารเฝ้ายามจึงมาจับทั้งสองแยกกันได้

ภาพวาดแสดงอะซะโนะ ชักมีดออกมาโจมตีคิระ

บาดแผลของคิระไม่ได้รุนแรงอะไร แต่เนื่องจากเหตุเกิดภายในเขตที่พักของโชกุนภายในปราสาทเอโดะ จึงถือเป็นความผิดร้ายแรง เพราะจริงๆ แล้วการใช้ความรุนแรงใดๆ แม้กระทั่งแค่ชักดาบออกจากฝัก ก็เป็นสิ่งต้องห้ามภายในเขตปราสาทเอโดะ และเนื่องจากอะซะโนะได้ชักมีดออกจากฝักภายในเขตต้องห้าม จึงต้องโทษให้ต้องฆ่าตัวตายโดยเซ็ปปุกุ


เมื่ออะซะโนะสิ้นชีพ ทรัพย์สินและที่ดินของเขาจะต้องถูกยึดเป็นของหลวง ตระกูลก็สูญอำนาจ และซามูไรในสังกัดทั้งหมดก็ต้องเป็นโรนิน


เมื่อ โออิชิ โยชิโอะ ซามูไรที่ปรึกษามือขวาคนหลักของอะซะโนะได้ข่าว จึงเร่งสั่งการให้ครอบครัวของอะซะโนะหนีไป ก่อนที่จะปล่อยให้ทางการยึดปราสาทของตระกูล

เหล่าโรนินวางแผนแก้แค้น

จากกว่าสามร้อยซามูไรในสังกัดของอะซะโนะ มีอยู่ 47 คน ที่ตัดสินใจว่าจะไม่ยอมให้นายต้องตายโดยไม่มีใครล้างแค้นให้ พวกเขาสาบานลับร่วมกันว่าจะต้องฆ่าคิระเพื่อแก้แค้นให้นายให้ได้ แม้ว่าถึงทำสำเร็จก็จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงจากทางการก็ตาม โดยมีผู้นำกลุ่มคือโออิชิ


แต่ทางคิระนั้นมีทหารคุ้มกันอยู่อย่างแน่นหนาตลอดเวลา และเขาก็เสริมการรักษาความปลอดภัยให้กับบ้านตัวเองอย่างแน่นหนาขึ้นอีกด้วย เพราะกลัวอยู่แล้วว่าจะมีลูกน้องของอะซะโนะมาแก้แค้น พวกโรนินเห็นดังนั้นจึงรู้ว่าต้องทำให้คิระนิ่งนอนใจก่อน เพื่อลดความสงสัยของคิระและทางการที่จับตาอยู่ เหล่าโรนินจึงแยกย้ายสลายตัวกันไป ไปทำงานรับจ้างบ้าง เป็นพ่อค้าบ้าง บ้างก็ไปบวช

ภาพวาดโออิชิ

สำหรับโออิชินั้น ก็ไปพักอยู่ที่เกียวโต (Kyoto) และเริ่มทำตัวสำมะเลเทเมา วันๆ เข้าแต่ร้านเหล้ากับซ่อง ให้ดูเหมือนกับว่าไม่มีความคิดจะล้างแค้นแทนนายเลย อย่างไรก็ดีคิระก็ยังกลัวอยู่ จึงส่งสายลับไปจับตาดูลูกน้องเก่าต่างๆ ของอะซะโนะ


วันหนึ่ง โออิชิเมามาก เดินกลับบ้านแล้วก็ล้มลงหลับอยู่บนพื้นถนน พวกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเห็นต่างก็หัวเราะขำ ชายจากเมืองซัตสึมะคนหนึ่งเดินมาเห็นก็รู้สึกรับไม่ได้ที่คนที่เป็นซามูไรมาทำตัวแบบนี้ นอกจากจะไม่มีความกล้าหาญที่จะแก้แค้นให้นาย ยังมาทำตัวสำมะเลเทเมา จึงได้ด่าโออิชิ แล้วเตะไปที่หน้า (จริงๆ แล้วคนสามัญ แค่เอามือจับหน้าซามูไร ก็ถือว่าไม่ให้ความเคารพอย่างแรงแล้ว นี่ยังมาเตะด้วยซ้ำ) และยังถุยน้ำลายใส่


ไม่นานหลังจากนั้น โออิชิ ก็เดินทางไปหาภรรยาที่แต่งงานกันมากว่า 20 ปี และหย่ากับเธอ เพื่อที่เธอจะได้ไม่มีอันตรายอะไรตอนหลังลงมือแก้แค้น เขาส่งภรรยาพร้อมกับลูกคนเล็กสองคนไปอยู่กับพ่อแม่ของภรรยา 


และโออิชิก็ให้ลูกชายคนโต ชิคะระ เลือกว่าจะร่วมแก้แค้นกับพ่อ หรือจะไปอยู่กับแม่ ชิคะระเลือกที่จะแก้แค้นกับพ่อ


จากนั้น โออิชิ ก็ยังคงทำตัวสำมะเลเทเมาต่อเช่นเดิม พยายามทำตัวให้ดูไม่สมกับเป็นซามูไร เขาไปร้านชาที่มีเกอิชาบริการอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะร้านชาอิชิริกิ (Ichiriki Chaya) และยังดื่มจนเมาทุกคืน ทำตัวน่าเกลียดๆ ในที่สาธารณะด้วย อีกทั้งยังซื้อเกอิชาคนหนึ่งอีกด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตบตาคิระ 

ร้าน Ichiriki Chaya ยังคงเปิดให้บริการอยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยตั้งอยู่ในย่านจิออนในเกียวโต มีชื่อเสียงว่าราคาแพงมาก ปัจจุบันเป็นร้านที่เฉพาะนักการเมืองใหญ่ หรือนักธุรกิจใหญ่ จะใช้บริการได้ (ภาพจาก flickr)

สายของคิระ ก็รายงานความเป็นไปทั้งหมดนี้ให้กับคิระ จนกระทั่งคิระเริ่มมั่นใจว่าตัวเองปลอดภัยจากลูกน้องเก่าของอะซะโนะแล้ว และคิดสรุปว่าพวกลูกน้องเก่าของอะซะโนะคงจะเป็นซามูไรห่วยแตกจริงๆ ไม่มีความกล้าหาญที่จะล้างแค้นให้นายแม้เวลาจะผ่านมาปีครึ่งแล้ว เมื่อเห็นว่าพวกลูกน้องเก่าของอะซะโนะไม่ได้มีพิษภัยอะไรแล้ว และด้วยความต้องการเก็บเงินสำรองเผื่อไว้สำหรับช่วงเกษียณอายุ จึงเริ่มลดปริมาณทหารคุ้มกันลง


ถึงตอนนี้ เหล่าโรนินที่เหลือก็มารวมตัวกันในเอโดะ และอาศัยความที่แต่ละคนมีอาชีพรับจ้างทั่วไปบ้างพ่อค้าบ้าง มาเนียนศึกษาทำเลสถานที่ที่จะปฏิบัติการคือบ้านของคิระ โรนินคนหนึ่งถึงกับแต่งงานกับลูกสาวของคนที่สร้างบ้านของคิระ เพื่อที่จะได้แปลนบ้านมาดู ทางฝ่ายของโออิชิ ก็เตรียมอาวุธต่างๆ ที่จะใช้ในการโจมตี ขนไปซ่อนไว้ที่เอโดะ

ลงมือปฏิบัติการ

เวลาผ่านไปสองปี นับจากอะซะโนะตายไป เมื่อโออิชิมั่นใจว่าคิระไม่ระวังตัวแล้ว และทุกอย่างก็พร้อม เขาจึงเดินทางออกจากเกียวโต และไปพบกับโรนินที่เหลือที่เอโดะ โรนินทั้ง 47 มาประชุมกันในสถานที่ลับ เพื่อทวนคำสาบานร่วมกัน


ในเช้ามืดวันอังคารที่ 30 มกราคม 1703 ในสภาพลมแรงและหิมะตกหนัก โออิชิและเหล่าโรนินได้เริ่มปฏิบัติการบุกบ้านของคิระ ตามแผนที่เตรียมไว้อย่างดี พวกเขาแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนำโดยโออิชิ บุกเข้าที่ประตูหน้า ส่วนอีกกลุ่มนำโดยลูกชายคือ ชิคะระ บุกเข้าจากทางประตูหลัง โดยมีสัญญาณคือ ถ้ามีเสียงกลอง แปลว่าให้เริ่มบุกพร้อมกัน ส่วนเสียงนกหวีด แปลว่าได้ตัวคิระแล้ว

กลุ่มของโออิชิ เตรียมบุกเข้าทางประตูหน้าของบ้าน

เมื่อคิระตาย พวกเขาวางแผนที่จะตัดหัว และเอาไปวางเป็นของสักการะให้กับหลุมศพของนาย จากนั้นก็จะเข้ามอบตัวเพื่อรอรับคำตัดสินประหารที่คาดว่าจะได้รับ โดยทั้งหมดนี้ตกลงกันไว้ตอนกินมื้อค่ำมื้อสุดท้ายด้วยกันในคืนก่อนหน้า โดยโออิชิก็ยังได้กำชับอีกว่าให้ระวังและไว้ชีวิตผู้หญิงและเด็กด้วย (ซึ่งจริงๆ ตามกฎบูชิโด ไม่ได้กำหนดไว้ว่าจำเป็นต้องเมตตากับฝ่ายศัตรูที่ไม่ได้เป็นนักรบด้วย)


ในเช้ามืดวันนั้น ก่อนเริ่มปฏิบัติการ โออิชิส่งคนไปบอกบ้านใกล้เรือนเคียง ว่าพวกเขาไม่ได้เป็นโจร แต่เป็นลูกน้องที่มาล้างแค้นแทนนาย และจะไม่ทำอันตรายกับคนอื่น พวกเพื่อนบ้านที่ต่างก็เกลียดคิระอยู่แล้ว ได้ยินก็โล่งใจ และไม่ได้ทำอะไรเป็นการขัดขวางเหล่าโรนิน

เหล่าโรนินบุกบ้านของคิระ

หลังจากให้พลธนูบางส่วนประจำอยู่บนหลังคาบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครหนีออกไปแจ้งข่าวขอความช่วยเหลือได้ โออิชิจึงสั่งให้ตีกลองส่งสัญญาณเริ่มบุก ปรากฏว่ามีทหารลูกน้องคิระสิบนาย มาต้านไว้ที่ประตูหน้า แต่ทางประตูหลัง กลุ่มของชิคะระ สามารถบุกเข้าได้เลย


คิระ ด้วยความตกใจกลัว ก็ไปหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้า พร้อมกับภรรยาและสาวรับใช้ ส่วนทหารลูกน้องที่เหลือซึ่งหลับอยู่ในเรือนด้านนอก ก็พยายามมาที่เรือนใหญ่เพื่อมาช่วยนาย 


หลังจากเอาชนะทหารที่ป้องกันอยู่ที่ประตูหน้าได้ กลุ่มของโออิชิ ก็เข้ามาสมทบกับกลุ่มของชิคะระลูกชาย และสู้กับทหารที่พยายามบุกเข้ามา ทหารบางส่วนเห็นท่าไม่ดีพยายามส่งคนออกไปขอความช่วยเหลือ แต่ก็ถูกนักธนูที่โออิชิเตรียมไว้เก็บหมด

หาตัวคิระ

ในที่สุด หลังจากสู้กันอย่างดุเดือด ก็สามารถจัดการทหารคนสุดท้ายของคิระได้ แต่คิระกลับหายไปอย่างไม่พบร่องรอย พวกเขาก็เริ่มค้นหาในตัวบ้าน แต่ก็พบเพียงผู้หญิงกับเด็กร้องไห้กันอยู่ ต่างก็เริ่มรู้สึกสิ้นหวังนิดๆ แต่โออิชิไปตรวจเตียงของคิระและพบว่ามันยังอุ่นอยู่ แสดงว่าคิระต้องอยู่ไม่ไกลแน่ๆ


ในการค้นหาครั้งใหม่ โรนินกลุ่มหนึ่งก็พบทางเข้าลานลับ ซึ่งในลานมีกระท่อมเล็กๆ สำหรับเก็บถ่านและฟืน ในนั้นมีทหารอีกสองคน ซึ่งก็ถูกจัดการไป และยังพบผู้ชายอีกคนหนึ่งซึ่งพยายามใช้มีดสู้ แต่ก็ถูกปลดอาวุธไปได้โดยง่าย 


ผู้ชายคนนั้นไม่ยอมบอกตัวเองว่าเป็นใคร แต่ทีมค้นหาที่ไปเจอคิดว่าต้องเป็นคิระแน่ๆ จึงเป่านกหวีด 

กลุ่มโรนิน พบตัวชายที่สงสัยว่าเป็นคิระ

เหล่าโรนินมารวมตัวกัน พอโออิชิเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นก็จำได้ว่าคือคิระถูกต้องแล้ว แถมที่หน้าชายคนนั้นยังมีลอยแผลเป็นจากแผลที่อะซะโนะทำไว้อีกต่างหากด้วย


เมื่อนั้นโออิชิ ด้วยความคำนึงถึงยศอันสูงของคิระ จึงคุกเข่าต่อหน้าคิระ และกล่าวบอกด้วยความเคารพว่า พวกของตนเป็นลูกน้องของอะซะโนะ มาเพื่อล้างแค้นให้นาย ตามที่ซามูไรที่แท้จริงควรจะทำ แล้วโออิชิก็กล่าวเชิญคิระ ให้ท่านได้ตายอย่างซามูไรที่แท้จริงควร นั่นคือโดยการฆ่าตัวตาย โดยโออิชิบอกว่าตนจะทำหน้าที่ “ไคชะคุนิน” ให้ (คือคนที่ทำหน้าที่ตัดหัวคนที่ทำเซ็ปปุกุ เพื่อให้คนทำเซ็ปปุกุไม่ต้องตายอย่างช้าๆ อย่างอนาถ) และยังให้มีดเล่มเดียวกับที่อะซะโนะใช้ฆ่าตัวตายเพื่อใช้อีกด้วย


แต่ปรากฏว่า ไม่ว่าพวกเขาจะพูดเชื้อเชิญอย่างไร คิระก็ยังเงียบไม่พูดจา นั่งนิ่งกลัวจนตัวสั่นอยู่ ในที่สุดเมื่อเห็นว่าไร้ประโยชน์ที่จะถามแล้ว โออิชิจึงใช้มีดเล่มเดิมนั้นตัดหัวคิระ


เมื่อเสร็จภารกิจ พวกเขาก็ดับไฟและตะเกียงต่างๆ ในบ้านทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้บ้าน อันจะสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้กับเพื่อนบ้านได้ แล้วก็เดินทางออกจากบ้านโดยเอาหัวของคิระไปด้วย


หนึ่งในโรนิน คือ ทิระสะกะ (Tereska) ถูกสั่งให้เดินทางไปยังอะโก เพื่อไปแจ้งข่าวว่าการแก้แค้นสำเร็จแล้ว (บางแหล่งบอกว่าจริงๆ แล้วทิระสะกะ หนีไป แต่ส่วนใหญ่บอกว่าถูกสั่งให้ไปแจ้งข่าว)

หลังปฏิบัติการ

กว่าจะปฏิบัติการเสร็จ ก็เริ่มสว่างแล้ว พวกโรนินจึงเร่งเดินทางนำหัวของคิระไปที่หลุมฝังศพของอะซะโนะในวัดเซนงะกุจิ ซึ่งอยู่ในเอโดะ โดยเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตรข้ามเมือง ซึ่งทำให้ชาวบ้านแตกตื่นกันพอควร โดยข่าวของการแก้แค้นกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางจึงมีแต่คนมาสรรเสริญเหล่าโรนิน และเสนอน้ำ เครื่องดื่ม ที่พัก ให้

ชาวบ้านมาให้กำลังใจกลุ่มโรนิน และเสนอที่พักเหนื่อยให้

เมื่อถึงวัด โรนินที่เหลือยู่ทั้ง 46 ก็ทำการล้างและทำความสะอาดหัวของคิระ แล้ววางมัน พร้อมกับมีดเล่มเดิม ไว้ต่อหน้าหลุมศพของอะซะโนะ พวกเขาสวดมนต์ที่วัด และมอบเงินทั้งหมดที่มีอยู่ให้กับเจ้าอาวาส และขอให้ท่านช่วยฝังศพของตน และสวดมนต์ให้ตน จากนั้นพวกเขาก็เข้ามอบตัวกับทางการ


ทางการในเอโดะ ก็ไม่รู้ว่าจะทำไงดี เหล่าโรนินได้ปฏิบัติตนตามหลักของบูชิโด โดยการแก้แค้นแทนนายที่ตายไป แต่พวกเขาก็ได้ทำผิดกฎหมายของบ้านเมือง ในขณะเดียวกันทางโชกุนเอง ก็ได้รับคำร้องจำนวนมากจากประชาชนที่ชื่นชมเหล่าโรนิน


ในที่สุดทางการก็สั่งว่าเหล่าโรนินต้องถูกโทษตายในความผิดฆ่าคิระ แต่โชกุนก็หาทางออกให้โดยการสั่งให้โรนินทั้ง 46 ทำเซ็ปปุกุฆ่าตัวตายอย่างมีเกียรติ แทนที่จะต้องถูกประหารเยี่ยงอาชญากรที่ไร้เกียรติ 


ศพของโรนินทั้ง 46 ได้ถูกนำมาฝังไว้ในวัดเซนงะกุจิ หน้าหลุมฝั่งศพของนายของพวกเขา 


ส่วนทิระสะกะ ที่ถูกส่งไปแจ้งข่าวนั้น เมื่อกลับมา ทางโชกุนตัดสินยกโทษให้ บ้างว่าด้วยความยังอายุน้อย โดยเขาได้ดำเนินชีวิตต่อไปจนมีอายุถึง 87 จึงตาย แล้วก็ถูกนำศพมาฝังไว้กับเพื่อนร่วมสาบาน

ป้ายหลุมฝังศพของ 47 โรนิน ในวัดเซนงะกุจิ

ที่วัดเซนงะกุจิ ก็ยังมีเสื้อผ้าและอาวุธต่างๆ ที่พวกโรนินใช้ในวันที่บุกบ้านคิระ เก็บแสดงอยู่ รวมถึงกลองและนกหวีดด้วย ส่วนหลุมฝังศพของพวกเขาก็กลายเป็นสถานที่ที่คนมากราบไหว้บูชาเป็นจำนวนมาก หนึ่งในคนที่มากราบไหว้คือชายจากเมืองซัตสึมะที่เคยเตะหน้า ด่า และถ่มน้ำลายใส่โออิชิ ตอนที่โออิชินอนอยู่บนพื้นถนนที่เกียวโต ชายผู้นั้นคุกเข่าต่อหน้าหลุมฝังศพของโออิชิ และกล่าวอ้อนวอนขออภัยกับการกระทำของตน และที่ตนไปคิดว่าโออิชิไม่ใช่ซามูไรที่แท้จริง จากนั้นเขาก็ฆ่าตัวตาย แล้วก็ถูกฝังไว้ข้างๆ ศพของเหล่าโรนิน

การตั้งขึ้นใหม่ของตระกูลอะซะโนะ

ถึงแม้ว่าการแก้แค้นครั้งนี้ มักจะมองกันว่าเป็นการกระทำด้วยความจงรักภักดีต่อนาย แต่ก็ยังมีเป้าหมายอีกอย่าง คือการกู้ชื่อเสียงและอำนาจของตระกูลอะซะโนะ และการหางานให้เหล่าซามูไรลูกน้องเก่าของอะซะโนะ ซึ่งในหลายร้อยคนที่ต้องกลายเป็นโรนินตอนที่อะซะโนะตายก็มีจำนวนมากที่ยังไม่สามารถหางานทำได้ การแก้แค้นของ 47 โรนิน ช่วยกู้ชื่อเสียงของตระกูล และโรนินที่เดิมหางานไม่ได้ ก็ได้งานกันทันที


ในภายหลัง น้องชายของ อะซะโนะ ก็ได้รับอนุญาตจากโชกุนให้ตั้งตระกูลกลับขึ้นมาได้ แต่ที่ดินในการดูแลของตระกูลถูกลดให้เหลือหนึ่งในสิบของที่เคยมี



เป็นอันจบเรื่องราวของ 47 โรนิน ที่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงและมีชื่อเสียงมากในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น จนถูกนำมาทำเป็นละครเวทีในญี่ปุ่น เป็นหนังในญี่ปุ่น จนกระทั่งเป็นหนัง Hollywood 47 Ronin (ซึ่งเนื้อเรื่องพิศดารแฟนตาซีเกินจากในประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก)


ก็หวังว่าทุกท่านคงได้รับความรู้ และความเพลิดเพลินกันนะครับ รู้สึกหรือคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องราวนี้ ก็เขียนมาได้ใน comments ด้านล่าง และถ้าคิดว่าเรื่องราวนี้สนุก น่าสนใจ ก็อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆ นะครับ!


บทความนี้ใช้ข้อมูลจาก Wikipedia

ภาพที่ไม่ได้ระบุที่มา เป็นภาพใน public domain

เขียนบทความ และสร้าง blog ฟรี! แค่สมัครสมาชิก JaakJai.com

ความคิดเห็น

ติดตามบทความเด็ดสุดจากสมาชิก ได้ทาง Facebook Page ของ JaakJai