บทความต้นฉบับโดย Tim Urban จาก waitbutwhy.com

แปลโดย Chanon S. http://jaakjai.com/chanon/stories/17


ทุกคนคงจะมีความรู้สึกพิเศษบางอย่าง เวลาเงยหน้ามองฟ้าในคืนฟ้าเปิดและได้เห็นดาวระยิบระยับเต็มฟ้าแบบนี้

Credit ภาพ: cc by-sa 3.0 จาก http://www.ForestWander.com 

บางคนอาจจะรู้สึกถึงความสวยงาม ในขณะที่บางคนอาจจะทึ่งกับความยิ่งใหญ่ของจักรวาล


นักฟิสิกส์คนหนึ่งชื่อ Enrico Fermi ก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาเหมือนกัน แต่ความรู้สึกของเขาคือความสงสัยว่า “เขาไปไหนกันหมด”


---


เวลามองขึ้นไปในคืนที่มีดาวเต็มฟ้า เราอาจจะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ รู้สึกถึงดวงดาวที่มากมายในจักรวาล แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เห็นเป็นเพียงละแวกใกล้บ้านของเราเท่านั้นเอง  ในคืนที่ดีที่สุด เราสามารถเห็นดาวฤกษ์ได้ประมาณ 2,500 ดวง (ประมาณหนึ่งในร้อยล้านของดาวทั้งหมดใน galaxy ของเรา) และเกือบทั้งหมดนั้นอยู่ห่างจากเราไม่เกิน 1,000 ปีแสง (หรือ 1% ของเส้นผ่าศูนย์กลางของกาแล็กซี่ Milky Way ของเรา)


เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราเห็น คือประมาณนี้:

Galaxy image: Nick Risinger

เมื่อพูดถึงหัวข้อของดวงดาวและกาแล็กซี่ คำถามที่เกิดขึ้นในใจหลายๆ คนคือ “มีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่มีความฉลาดเหมือนมนุษย์อยู่ข้างนอกนั่นไหม?” เรามาลองใส่ตัวเลขให้กับคำถามนี้กัน


ในกาแล็กซี่ของเรามีดาวอยู่มากเท่าไหร่ (1-4 แสนล้านดวง) ในจักรวาลก็มีกาแล็กซี่อยู่ประมาณเท่านั้น รวมทั้งหมดแล้วจำนวนดาวที่อยู่ในจักรวาล (เฉพาะส่วนที่เป็นไปได้ที่จะสังเกตการณ์จากโลกได้) นั้นอยู่ที่ประมาณ 10 ยกกำลัง 22 ถึง 10 ยกกำลัง 24 ดวง

ดาวในจักรวาล

10,000,000,000,000,000,000,000 ดวง

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อสรุปว่ามีดาวจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ที่มีความคล้ายคลึงกับดวงอาทิตย์ของเรา (คือมีขนาด อุณหภูมิ และความสว่าง ใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์)  ความเห็นของนักวิทยาศาสตร์อยู่ในช่วง 5% ถึง 20%  ถ้าเราเลือกขั้นต่ำ (5%) และเลือกจำนวนดาวขั้นต่ำ (10 ยกกำลัง 22) เราจะได้ว่ามี ดาว 500 ล้านล้านล้าน ดวง ที่คล้ายคลึงดวงอาทิตย์ อยู่ในจักรวาล 

ดาวที่คล้ายดวงอาทิตย์ของเรา

500,000,000,000,000,000,000 ดวง

นอกจากนี้ก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่า สำหรับดาวที่คล้ายดวงอาทิตย์ จะมีซักกี่เปอร์เซ็นต์ที่มีดาวเคราะห์ที่คล้ายกับโลกของเราโคจรอยู่ (ที่มีอุณหภูมิที่จะทำให้มีน้ำในสถานะของเหลว และอาจจะสามารถรองรับสิ่งมีชีวิตคล้ายบนโลก) นักวิทยาศาสตร์บางคนคิดว่าอาจจะสูงถึง 50% แต่เราเอาตัวเลขขั้นต่ำ 22% ที่มาจากงานวิจัยของ PNAS เมื่อไม่นานมานี้ดีกว่า จากตัวเลขนี้ หมายความว่ามีดาวที่อาจจะรองรับสิ่งมีชีวิตได้คล้ายโลก อยู่อย่างน้อย 1% ของดาวทั้งหมดในจักรวาล รวมเป็น 100 ล้านล้านล้าน ดาวเคราะห์ที่คล้ายโลก

ดาวเคราะห์ที่น่าจะรองรับสิ่งมีชีวิตได้

100,000,000,000,000,000,000 ดวง

เวลาที่คุณอยู่ที่ชายหาด เคยคิดไหมว่ามีเม็ดทรายอยู่บนชาดหาดนั้นสักกี่เม็ด  มีคนประมาณจำนวนเม็ดทรายทั้งหมดบนโลก และบอกว่ามีอยู่ 1 ล้านล้านล้านเม็ด ซึ่งมันน้อยกว่าจำนวนดาวเคราะห์คล้ายโลกที่มีอยู่ในจักรวาลถึง 100 เท่าด้วยซ้ำ  ดังนั้นถ้าคุณหยิบทรายขึ้นมาหนึ่งเม็ด  มันก็เหมือนเป็นตัวแทนของดาวเคราะห์คล้ายโลก 100 ดวง ลองนึกถึงเรื่องนี้ดูคราวหน้าที่คุณไปชายหาด


กลับมาคำนวณกันต่อ สมมติว่าหลังจากเวลาผ่านไปหลายพันล้านปี สิ่งมีชีวิตได้เกิดขึ้นบน 1% ของดาวเคราะห์ที่คล้ายโลก และสมมติว่าบน 1% ของดาวเคราะห์พวกนั้น ได้มีสิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาดเหมือนมนุษย์เกิดขึ้นเหมือนบนโลกของเรา นั่นจะได้ตัวเลขว่ามีอยู่ หนึ่งหมื่นล้านล้านอารยธรรมของสิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาดเหมือนมนุษย์อยู่ในจักรวาล

อารยธรรมของสิ่งมีชีวิต

ที่มีความฉลาดเหมือนมนุษย์ในจักรวาล

10,000,000,000,000,000 ชนิด

ถ้าเรามองเฉพาะกาแล็กซี่ของเรา และคำนวณแบบเดียวกันโดยใช้ค่าประมาณจำนวนขั้นต่ำของจำนวนดาวในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก เราจะได้ค่าประมาณว่าเฉพาะในกาแล็กซี่ของเรามีดาวเคราะห์คล้ายโลกอยู่ หนึ่งพันล้านดวง และมีอารยธรรมของสิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาดเหมือนมนุษย์อยู่ 100,000 อารยธรรม

อารยธรรมของสิ่งมีชีวิต

ที่มีความฉลาดเหมือนมนุษย์

เฉพาะในกาแล็กซี่ของเรา

100,000 ชนิด

SETI (Search for Extraterrestrial Intelligence) เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดักฟังสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาดจากนอกโลกโดยเฉพาะ  ซึ่งถ้าเราคำนวณถูก เฉพาะภายในกาแล็กซี่ของเรานั้นก็มี 100,000 กว่าอารยธรรม และถ้าแค่เศษเสี้ยวนึงของอารยธรรมพวกนี้มีการส่งสัญญาณวิทยุหรือเลเซอร์หรือวิธีการอื่นๆ ในการติดต่อผู้อื่น แผงจานดาวเทียมของ SETI ก็น่าจะได้รับสัญญาณต่างๆ มากมายแล้วไม่ใช่หรือ


แต่มันไม่เคยเลย ซักครั้งเดียว


แล้วเขาไปไหนกันหมด?


มันแปลกกว่านั้นอีก ดวงอาทิตย์ของเราถือว่าเป็นดาวที่ค่อนข้างอายุน้อยเมื่อเทียบกับอายุของจักรวาล มีดาวจำนวนมากที่เก่าแก่กว่าดวงอาทิตย์ของเราซึ่งมีดาวเคราะห์คล้ายโลกที่เก่าแก่กว่าโลกของเราโคจรอยู่  ตามทฤษฎีดาวเคราะห์พวกนั้นน่าจะมีอารยธรรมที่ก้าวหน้าไปกว่าอารยธรรมของเราอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น เรามาเปรียบโลกซึ่งมีอายุ 4.54 พันล้านปี กับดาวเคราะห์สมมติชื่อดาวเคราะห์ X ที่มีอายุ 8 พันล้านปี

ถ้าดาวเคราะห์ X มีประวัติคล้ายๆ โลกของเรา เราลองดูกันว่าอารยธรรมของเขาน่าจะไปถึงไหนแล้วตอนนี้ (ใช้แถบสีส้มเพื่อเปรียบเทียบระยะเวลาว่าส่วนสีเขียวมันนานขนาดไหนแล้ว)

ถ้าเราได้เห็นเทคโนโลยีและองค์ความรู้ของอารยธรรมที่ไปไกลกว่าเราแค่ 1,000 ปี ก็คงจะช็อคแล้ว คงจะเหมือนกับคนยุคพันปีที่แล้วมาดูโลกยุคปัจจุบัน  ถ้าอารยธรรมที่ไปไกลกว่าเราถึง 1 ล้านปี มันอาจจะไปไกลจนเราไม่สามารถที่จะเข้าใจเลยก็ได้ เหมือนวัฒนธรรมของมนุษย์ในมุมมองของลิงชิมแปนซี  และดาวเคราะห์ X นี่ มันไปไกลกว่าเรา 3.4 พันล้าน ปีแล้ว


Kardashev Scale เป็นเครื่องมือซึ่งสามารถช่วยให้เราจัดกลุ่มอารยธรรมของสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามปริมาณพลังงานที่อารยธรรมนั้นสามารถดึงมาใช้ได้


อารยธรรม Type I มีความสามารถในการใช้พลังงานทั้งหมดที่อยู่บนดาวเคราะห์ของตัวเอง พวกมนุษย์เรายังไม่ถึงขั้น Type I เต็มๆ แต่ก็ใกล้แล้วเหมือนกัน (Carl Sagan สร้างสูตรคำนวณสำหรับเรื่องนี้แล้วระบุว่าพวกเราเป็นอารยธรรมระดับ Type 0.7)


อารยธรรม Type II สามารถใช้พลังงานทั้งหมดของดาวฤกษ์ของตัวเองได้ สมองระดับ Type I ของพวกเรานี่ยังจินตนาการแทบไม่ได้เลยว่าจะทำอะไรแบบนั้นได้ยังไง แต่ก็มีคนพยายามคิดแล้ว ไอเดียนึงคือ Dyson Sphere (เป็นการห่อหุ้มดาวฤกษ์ไว้ทั้งหมดในทรงกลมที่ดักเก็บพลังงานเกือบทั้งหมดที่ออกมาจากมัน)

Dyson Sphere

อารยธรรม Type III เป็นระดับที่ทิ้งห่าง 2 Type ก่อนหน้าแบบไม่เห็นฝุ่นเลย โดยสามารถใช้พลังงานเทียบเท่ากับทั้งกาแล็กซี่ทางช้างเผือก


ถ้าระดับความก้าวหน้าขนาดนี้มันยากที่จะจินตนาการว่าจะเป็นไปได้ อย่าลืมว่าดาวเคราะห์ X มีเวลาในการพัฒนาไปไกลกว่าเราถึง 3.4 พันล้านปีนะ  ถ้าอารยธรรมบนดาวเคราะห์ X นั้นคล้ายกับเรา และสามารถอยู่รอดไปได้จนถึง Type III มันก็เป็นธรรมดาที่จะคิดว่าพวกเขาน่าจะสามารถเดินทางระหว่างดาวได้แล้ว อาจจะสร้างอาณานิคมทั่วกาแล็กซี่แล้วด้วยซ้ำ


สมมติฐานหนึ่ง สำหรับวิธีในการสร้างอาณานิคมทั่วกาแล็กซี่อาจจะเกิดขึ้นได้ คือการสร้างจักรกล ที่สามารถเดินทางไปยังดาวเคราะห์อื่น แล้วใช้เวลาอยู่ที่ดาวเคราะห์นั้นประมาณ 500 ปี ในการสร้าง copy ของตัวเองขึ้นมาโดยใช้วัตถุดิบบนดาวเคราะห์นั้น แล้วก็ทำการส่ง copy ของตัวเองซักสอง copy ไปยังดาวเคราะห์ดวงใหม่สองดวงเพื่อทำสิ่งเดียวกันไปเรื่อยๆ  แม้ว่าจะใช้วิธีการเดินทางที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับความเร็วแสงเลย กระบวนการนี้จะสามารถสร้างอาณานิคมทั่วทั้งกาแล็กซี่ได้ภายใน 3.75 ล้านปี ซึ่งเป็นเหมือนเพียงแค่ชั่วกระพริบตา เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่พูดถึงกันอยู่ในระดับพันล้านปี

เรามาคิดกันต่อว่า ถ้า 1% ของสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดสามารถอยู่รอดจนกระทั่งเป็นอารยธรรมระดับเจ้ากาแล็กซี่แบบ Type III ได้ จากการคำนวณข้างบน นั่นหมายความว่าน่าจะมีอารยธรรม Type III ถึง 1,000 อารยธรรมเฉพาะในกาแล็กซี่ของเราเอง และด้วยอำนาจของอารยธรรมระดับนั้น เราน่าจะสังเกตเห็นพวกเขาได้ง่ายมาก  แต่แล้วพวกเรากลับไม่เห็นอะไร ไม่ได้ยินอะไร และไม่มีใครมาเยี่ยมเลย

แล้วถ้างั้น เขาไปไหนกันหมด?


ยินดีต้อนรับสู่ Fermi Paradox (เรื่องที่ขัดแย้งในตัวเองของ Fermi)


มนุษย์เรายังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดให้กับ Fermi Paradox  สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ตอนนี้คือการคิดหา “คำอธิบายที่เป็นไปได้” ซึ่งถ้าคุณถามนักวิทยาศาตร์ 10 คน ว่าเขาคิดว่าคำอธิบายไหนถูก คุณก็จะได้คำตอบที่แตกต่างกัน 10 อย่าง อย่างเวลาที่คุณได้ยินว่าคนในอดีตเขายังเคยถกเถียงกันว่าโลกกลมหรือเปล่า หรือดวงอาทิตย์โคจรรอบโลกรึเปล่า หรือคิดว่าฟ้าผ่ามันเกิดจากเทพ Zeus แน่ๆ คุณก็คงรู้สึกว่าพวกเขาช่างดึกดำบรรพ์ ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ใช่ไหม? นั่นแหละคือจุดที่เราอยู่ตอนนี้สำหรับเรื่องนี้


ผมจะลองมาพูดคุยเกี่ยวกับคำอธิบายที่พูดถึงกันมากที่สุด สำหรับ Fermi Paradox ซึ่งเราจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มของคำอธิบายที่บอกว่าพวกเราไม่เห็นอารยธรรม Type II กับ Type III เลย เพราะมันไม่มีอารยธรรมระดับนั้นอยู่จริง กับกลุ่มของคำอธิบายที่บอกว่า พวกเขาอยู่ข้างนอกนั่น แต่เราไม่เห็นหรือไม่ได้ยินพวกเขาเนื่องจากเหตุผลอื่น

คำอธิบายกลุ่ม 1: ไม่มีสัญญาณของอารยธรรมที่เจริญกว่า (Type II และ III) เพราะ มันไม่มีอารยธรรมที่เจริญขนาดนั้นอยู่จริง

สำหรับคนที่เชื่อในคำอธิบายในกลุ่ม 1 นี้ จะใช้หลักของ non-exclusivity เพื่อปฏิเสธความเป็นไปได้ของทฤษฎีใดๆ ที่บอกว่า “มันมีอารยธรรมที่เจริญกว่าเราจริง แต่พวกเขายังไม่ได้ติดต่อกับเราเพราะพวกเขา ____ ”  


คือคนในกลุ่ม 1 เขาดูตัวเลขที่บอกว่าน่าจะมีอารยธรรมที่เจริญกว่าเราเป็นพันๆ (หรือเป็นล้านๆ) อารยธรรม แล้วบอกว่าถ้ามันมีเยอะขนาดนั้น อย่างน้อยก็น่าจะมีซัก 1 อารยธรรมที่เป็นข้อยกเว้นของเหตุผลใดๆ ที่ว่าทำไมเขาไม่ติดต่อเรา ถึงแม้ว่าเหตุผลน้ันมันจะเป็นจริงสำหรับ 99.99% ของอารยธรรมที่เจริญกว่าเราทั้งหมด อีก 0.01% ก็ต้องทำตัวต่างออกไป และเราก็จะต้องรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาไปแล้ว


เพราะฉะนั้นคำอธิบายกลุ่ม 1 จึงสรุปว่า มันไม่มีอารยธรรมที่เจริญก้าวหน้าไปไกลอยู่จริง และเนื่องจากตัวเลขจากการคำนวณบอกว่า เฉพาะในกาแล็กซี่ของเราก็น่าจะมีเป็นพันเป็นแสนแล้ว ดังนั้นมันต้องมีอะไรซักอย่างอย่างอื่นกำลังเกิดขึ้นแน่นอน ที่ทำให้ไม่มีอารยธรรมไหนสามารถไปถึงจุดนั้นได้


สิ่งนั้นเรียกว่า The Great Filter (ที่กรองอันยิ่งใหญ่)


ทฤษฎี The Great Filter บอกเราว่า ที่จุดใดจุดหนึ่ง บนเส้นทางของการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิต และการวิวัฒนาการและพัฒนาจนเป็นอารยธรรมระดับ Type III จะต้องมีกำแพงอะไรซักอย่างที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิด หรือเกือบทั้งหมดจะต้องชน คือ มีจุดใดจุดหนึ่งในกระบวนการพัฒนาและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอันยาวนานที่เป็นไปได้ยากมากหรือเป็นไปไม่ได้ที่ชีวิตจะข้ามผ่านไปได้ จุดนั้นเรียกว่า The Great Filter

ถ้าทฤษฎีนี้เป็นเรื่องจริง คำถามใหญ่ถัดมาคือ แล้ว Great Filter นี้ มันเกิดขึ้นตอนไหน


คำตอบของคำถามนี้สำคัญต่อชะตาของมนุษยชาติมาก ขึ้นอยู่กับว่า Great Filter เกิดตอนไหน มีทางเป็นไปได้ 3 ทาง คือ: พวกเราเป็นพวกที่หายาก, พวกเราเป็นพวกแรก, หรือ พวกเราไม่รอดแน่



1. พวกเราเป็นพวกหายาก (เราผ่าน Great Filter มาแล้ว)

หนึ่งในความหวังที่เรามี คือ Great Filter อยู่ข้างหลังเรา พวกเราผ่านมันมาแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่ามันเป็นเรื่องที่หาได้ ยากมาก ที่ชีวิตจะสามารถพัฒนาจนมาถึงระดับสติปัญญาของเราตอนนี้ แผนภาพข้างล่างนี้แสดงตัวอย่างในกรณีว่ามีแค่ 2 สปีชีส์ที่ผ่านมาได้และเราเป็นหนึ่งในนั้น

ถ้าเป็นอย่างนี้จริงๆ ก็อธิบายได้ว่าทำไมไม่มี อารยธรรม Type III ... แต่ก็หมายความว่าพวกเราเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่สปีชีส์ที่มาได้ไกลขนาดนี้ ซึ่งแสดงว่าพวกเรายังพอมีความหวัง


แล้วจุดไหนที่เราผ่านมาแล้วที่สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกเกือบทั้งหมดไม่สามารถผ่านได้?


ความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง: Great Filter อาจจะเป็นตั้งแต่เริ่มต้นเลย - มันอาจจะยากมากที่สิ่งมีชีวิตจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเลย สิ่งนี้ก็มีความเป็นไปได้ เพราะใช้เวลาตั้งประมาณพันล้านปีบนโลกถึงจะเริ่มมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น และเราก็พยายามจำลองสถานการณ์ที่เป็นจุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตในห้องทดลองมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยทำได้  ถ้า Great Filter อยู่ตรงนี้จริงๆ นั่นหมายความว่า ไม่ใช่แค่ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดนอกโลก แต่อาจจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ นอกโลกเลยก็ได้


อีกความเป็นไปได้: Great Filter อาจจะเป็นการก้าวกระโดดจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวแบบ prokaryote อันเรียบง่าย มาเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวแบบ eukaryote ที่ซับซ้อน บนโลกของเราหลังจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวแบบ prokaryotes เกิดขึ้นมา พวกมันก็อยู่อย่างนั้นของมันเป็นเวลาเกือบ สองพันล้าน ปี มันถึงจะวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดมาเป็นเซลล์ที่ซับซ้อนและมีนิวเคลียสแบบ eukaryote ได้ ซึ่งถ้านี่คือ Great Filter นั่นจะหมายความว่าในจักรวาลมีสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวแบบ prokaryote จำนวนมาก และแทบจะไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลย


นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้อื่นๆ อีก  บางคนยังคิดด้วยซ้ำว่าการก้าวกระโดดครั้งล่าสุดของเราที่ทำให้เรามาถึงระดับความฉลาดปัจจุบัน อาจจะเป็น Great Filter ได้ ซึ่งการก้าวจากสิ่งมีชีวิตที่กึ่งฉลาด (ลิงขนาดใหญ่) มาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาด (มนุษย์) อาจจะไม่ได้ดูเป็นการก้าวกระโดดที่ปาฏิหาริย์อะไรถ้ามองในทีแรก แต่ Steven Pinker ปฏิเสธแนวคิดว่าการวิวัฒนาการไปยังระดับความฉลาดที่สูงขึ้นจะเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ แน่นอนเสมอไป “เนื่องจากการวิวัฒนาการ มันไม่ได้มุ่งหาเป้าหมายอะไรด้วยตัวเอง แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองจากการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในระบบนิเวศวิทยาหนึ่งๆ ให้ดีที่สุด และการที่วิวัฒนาการนำมาสู่ความฉลาดในระดับสร้างเทคโนโลยีได้ ได้แค่ครั้งเดียวบนโลกนี้ อาจจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าการคัดเลือกโดยธรรมชาติที่ให้ผลแบบนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยากมาก และจึงไม่ใช่การพัฒนาที่จะเกิดขึ้นแน่นอนในผังต้นไม้ของการวิวัฒนาการของชีวิตหนึ่งๆ”


การก้าวกระโดดทางวิวัฒนาการส่วนใหญ่ ไม่สามารถที่จะเป็น Great Filter ได้ เพราะการจะเป็น Great Filter ได้ จะต้องเป็นเรื่องที่มีโอกาสผ่านได้ยากมากในระดับหนึ่งในพันล้าน ซึ่งมันจะต้องมีเหตุการณ์แปลกประหลาดพิเศษจริงๆ หนึ่งอย่างหรือหลายอย่างๆ เกิดขึ้น ถึงจะมีสิ่งมีชีวิตที่เป็นข้อยกเว้นได้  ด้วยเหตุผลนี้ หลายสิ่ง เช่น การกระโดดจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ก็ไม่สามารถเป็นได้ เพราะมันเกิดขึ้นมาแล้วมากกว่า 46 ครั้ง ในเหตุการณ์ที่อิสระจากกันเฉพาะบนโลกนี้เท่านั้น


ด้วยเหตุผลเดียวกัน ถ้าเราเกิดเจอฟอซซิลของเซลล์แบบ eukaryote บนดาวอังคาร มันก็จะเป็นการตัดการก้าวกระโดดแบบ “เซลล์เรียบง่ายเป็นเซลล์ซับซ้อน” ข้างบนนั้นทิ้งไปจากการเป็นตัวเลือกของการเป็น Great Filter (รวมถึงทุกอย่างในขั้นตอนของการวิวัฒนาการก่อนหน้านั้น) เพราะถ้ามันเกิดได้ทั้งบนโลกและดาวอังคาร มันย่อมไม่ใช่สิ่งที่มีโอกาสเกิดแค่ หนึ่งในพันล้านเท่านั้นแน่นอน


ถ้าพวกเราเป็นสิ่งที่หายากจริงๆ มันอาจจะเกิดจากเหตุการณ์ทางชีววิทยาที่ฟลุ๊คๆ เกิดขึ้น แต่อีกอย่างที่เป็นไปได้คือ สิ่งที่เรียกว่า Rare Earth Hypothesis ซึ่งกล่าวว่า ถึงแม้อาจจะมีดาวเคราะห์คล้ายโลกจำนวนมาก แต่ โลกของเราอาจจะมีองค์ประกอบลักษณะเฉพาะบางอย่าง ไม่ว่าจะมาจากลักษณะเฉพาะของระบบสุริยะนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับดวงจันทร์ (ดวงจันทร์ที่ใหญ่ขนาดนี้เป็นสิ่งที่พบไม่บ่อยสำหรับดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ขนาดนี้ และมันยังส่งผลต่อสภาพอากาศและมหาสมุทรของเรา) หรืออะไรซักอย่างเกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงนี้เอง มันเหมาะสมกับการมีสิ่งมีชีวิตเป็นพิเศษมากๆ ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ดาวเคราะห์ดวงอื่นจะมีเหมือน



2. พวกเราเป็นพวกแรก

สำหรับคนที่คิดแบบในกลุ่มที่ 1 นี้ ถ้าเราไม่ได้ผ่าน Great Filter มาแล้ว ความหวังเดียวที่เรามีก็คือว่า สถานการณ์ในจักรวาล อาจจะเพิ่งถึงจุดที่จะทำให้มีสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดเกิดขึ้นได้เป็นครั้งแรกเมื่อเร็วๆ นี้ ถ้าเป็นอย่างนี้หมายความว่า เราและอีกหลายๆ สปีชีส์ อาจจะกำลังอยู่บนเส้นทางที่จะกลายเป็นอารยธรรมขั้นสุดยอดอยู่ และเพียงแค่ว่ายังไม่มีใครถึงจุดนั้น พวกเราบังเอิญว่ามาอยู่ที่นี่ถูกเวลาที่จะเป็นหนึ่งในอารยธรรมขั้นสุดยอดอารยธรรมแรกๆ


หนึ่งในตัวอย่างของปรากฏการณ์ที่อาจจะทำให้แนวคิดนี้เป็นไปได้จริง คือ การเกิดขึ้นบ่อยครั้งของ gamma-ray bursts (แสงวาบรังสีแกมมา) ซึ่งคือการระเบิดที่รุนแรงมากที่เราสังเกตเห็นในกาแล็กซี่อื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป ในลักษณะเดียวกับที่ตอนช่วงเริ่มต้นของโลกมันใช้เวลาหลายร้อยล้านปี ก่อนที่การตกของอุกกาบาตและการระเบิดของภูเขาไฟต่างๆ จะสงบลง พอที่สิ่งมีชีวิตจะเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกันมันอาจจะเป็นไปได้ว่าช่วงแรกของการมีอยู่ของจักรวาล มันยังมีเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ เช่น gamma-ray bursts ที่เผาทำลายทุกอย่างที่อยู่ใกล้อยู่เรื่อยๆ และทำให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถมีวิวัฒนาการไปได้ไกลกว่าจุดหนึ่ง 

มันเป็นไปได้ว่าตอนนี้เราอาจจะอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนยุคทางด้านดาราศาสตร์ชีววิทยา (astrobiological phase transition) และนี่เป็นครั้งแรกที่สิ่งมีชีวิตใดๆ สามารถที่จะวิวัฒนาการต่อเนื่องมาได้นานขนาดนี้ โดยไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ

3. พวกเราไม่รอดแน่ (เรายังไม่ถึง Great Filter)

ถ้าอายธรรมแบบพวกเราไม่ได้หายากและไม่ได้เป็นอารยธรรมแรกๆ ด้วยแล้ว นักคิดในกลุ่ม 1 สรุปว่า Great Filter นั้น ต้องอยู่ในอนาคตของเราแน่นอน นี่หมายความว่าชีวิตบนดาวเคราะห์ต่างๆ มักวิวัฒนาการมาจนถึงจุดที่เราอยู่ตอนนี้ได้บ่อยครั้ง แต่ว่ามันมี บางอย่าง ที่กั้นไม่ให้ชีวิตไปได้ไกลกว่านี้และไปถึงความฉลาดที่เหนือกว่านี้ในแทบทุกกรณี และพวกเราก็ไม่น่าจะเป็นข้อยกเว้น


Great Filter หนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ คือเป็นไปได้ว่ามันมีภัยธรรมชาติร้ายแรงจากนอกโลกที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ เช่น gamma-ray bursts ที่กล่าวถึงข้างบน เพียงแต่ว่าโชคร้ายที่มันยังไม่เลิกเกิด และเป็นแค่เรื่องของเวลาว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกจะถูกทำลายทิ้งจากการเกิดขึ้นของมันอีกครั้งหนึ่งเมื่อไหร่ อีกอย่างที่อาจจะเป็นสาเหตุคือ เป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดมักจะทำลายตัวเองเสมอ เมื่อเทคโนโลยีของตัวเองพัฒนาไปถึงจุดหนึ่ง


นี่คือเหตุผลที่นักปรัชญาจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด  Nick Bostrom ถึงบอกว่า “การไม่มีข่าวคือข่าวดี” เพียงแค่การเจอสิ่งมีชีวิตที่เรียบง่ายบนดาวอังคาร ก็จะกลายเป็นข่าวร้ายสุดๆ แล้ว เพราะมันจะตัด Great Filter ที่เราผ่านมาแล้วที่เป็นไปได้ไปหลายอย่าง และถ้าเราเจอฟอสซิลสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนบนดาวอังคาร Bostrom บอกว่า “มันจะเป็นข่าวร้ายที่สุดที่เคยมีการตีพิมพ์บนปกหนังสือพิมพ์” เพราะมันจะหมายความว่าแทบจะแน่นอน ว่าเรายังไม่ถึง Great Filter ซึ่งหมายถึงสปีชีส์ของเราจะต้องพบจุดจบแน่นอน Bostrom กล่าวว่า ถ้าพูดถึง Fermi Paradox “ความเงียบของฟ้าตอนกลางคืนนั้นเยี่ยมที่สุด”

คำอธิบายกลุ่ม 2: อารยธรรมระดับ Type II และ Type III มีอยู่จริง - และมันมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลว่าทำไมเรายังไม่ได้รับการติดต่อจากเขา

ผู้ที่ให้คำอธิบายในกลุ่ม 2 นี้ จะตัดความคิดใดๆ ในเรื่องที่ว่าอารยธรรมแบบพวกเราหายาก หรือพิเศษ หรือเป็นกลุ่มแรกใดๆ ทั้งสิ้นออกไป  ในทางตรงกันข้าม พวกเขาเชื่อใน Mediocrity Principle (หลักการความสามัญธรรมดา) โดยมีความคิดว่าถ้าไม่มีหลักฐานชี้ชัดเป็นอย่างอื่น ต้องถือว่าไม่มีอะไรพิเศษหรือต่างจากปกติหรือถือว่าหายากเลยเกี่ยวกับกาแล็กซี่ของเรา ระบบสุริยะของเรา ดาวเคราะห์ของเรา หรือระดับสติปัญญาของเรา


นอกจากนี้พวกเขาก็ยังไม่รีบสรุปว่าการที่เรายังไม่มีหลักฐานของการมีอยู่จริงของสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดเหนือกว่าเรานั้น จะถือว่าเป็นหลักฐานว่าพวกเขาไม่ได้มีอยู่จริงได้  โดยเน้นย้ำประเด็นที่ว่าการค้นหาสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตนอกโลกของเรา มันรับได้จากระยะเพียง 100 ปีแสงจากเราเท่านั้นเอง (0.1% ของความกว้างกาแล็กซี่) และเสนอความเป็นไปได้หลายอย่าง ขอยกมา 10 อย่างดังนี้:


ความเป็นไปได้ 1) สิ่งมีชีวิตที่ฉลาดมากๆ อาจจะเคยมาที่โลกแล้ว แต่มาก่อนที่เราจะเกิด มนุษย์อยู่บนโลกมาเพียงแค่ประมาณ 50,000 ปี  ถ้าเทียบกับช่วงเวลาต่างๆ ในระดับกาแล็กซี่หรือจักรวาล มันเป็นเวลาที่น้อยนิดมากๆ  ถ้าหากสิ่งมีชีวิตนอกโลกเคยมาเยี่ยมเราก่อนหน้านั้น มันอาจจะมีแค่เป็ดกลุ่มหนึ่งตกใจวิ่งหนีลงน้ำก็ได้ ยิ่งกว่านั้นประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่มีการบันทึกไว้ มีย้อนหลังไปแค่ประมาณ 5,500 ปีเท่านั้น อาจจะมีกลุ่มนักล่าสัตว์-หาของป่า ได้เจอกับมนุษย์ต่างดาวในแบบน่าสติแตก แต่พวกเขาไม่มีวิธีที่จะบอกใครในอนาคตเกี่ยวกับมันก็ได้


ความเป็นไปได้ 2) มีการสร้างอาณานิคมทั่วกาแล็กซี่แล้ว เพียงแต่ว่าเราอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญของกาแล็กซี่ ชาวยุโรปอาจจะมาสร้างอาณานิคมอยู่ในทวีปอเมริกาตั้งนานแล้ว กว่าที่ชนเผ่าพื้นเมืองในตอนเหนือสุดของแคนาดาจะรู้ว่ามันเกิดขึ้นแล้วก็ได้ สปีชีส์ที่ไปไกลกว่าเราในกาแล็กซี่ อาจจะมีขั้นตอนการสร้างความเจริญหรือระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานให้กับที่อยู่อาศัยต่างดาวของเขา โดยทำให้กับระบบสุริยะต่างๆ ในพื้นที่ที่มีการสร้างอาณานิคมและมีการสื่อสารถึงกัน และมันอาจจะยากหรืออาจจะไม่มีประโยชน์ที่ใครจะถ่อออกมาถึงพื้นที่ห่างไกลบนแขนเกลียวกาแล็กซี่ที่เราอยู่ก็ได้


ความเป็นไปได้ 3) แนวคิดในการสร้างอาณานิคมไปทั่วกาแล็กซี่ เป็นแนวคิดที่ล้าหลังอย่างสิ้นเชิงจนน่าขสำหรับสปีชีส์ที่ก้าวหน้ากว่าเรา จำภาพของอารยธรรม Type II ข้างบนที่สามารถสร้างทรงกลมรอบดาวฤกษ์ของตัวเองเพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานได้ไหม? ด้วยพลังงานมากมายขนาดนั้น พวกเขาอาจจะสามารถสร้างเทคโนโลยีต่างๆ ที่ลดความต้องการในการใช้ทรัพยากรต่างๆ ลงจนเกือบหมดก็ได้ และพวกเขาอาจจะไม่มีความสนใจใดๆ ในการที่จะเดินทางออกจากบ้านที่สมบูรณ์แบบของพวกเขา เพื่อไปสำรวจจักรวาลที่ว่างเปล่า เหน็บหนาว และไร้ความเจริญ


ไม่แน่ อารยธรรมที่เจริญไปไกลแล้วอาจจะมองว่า โลกกายภาพทั้งหมด เป็นสถานที่ซึ่งหยาบกระด้าง ล้าหลัง เพราะพวกเขาอาจจะสามารถเอาชนะร่างชีวะของตัวเองได้แล้วและได้อัพโหลดสมองของพวกเขาขึ้นไปใช้ชีวิตอยู่อย่างนิรันดร์ในสวรรค์ที่เป็นเหมือนโลกเสมือนที่เขาได้สร้างขึ้น  การมีชีวิตอยู่ในโลกกายภาพที่มีเรื่องของร่างกายชีวะ ความอยาก ความต้องการ และความตาย อาจจะเป็นสิ่งที่เขามองว่าหยาบกระด้าง ล้าหลัง เหมือนที่เรามองสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทะเลที่หนาวเย็นและมืดมิดก็ได้


สำหรับผมเอง เวลาคิดว่าอาจจะมีสปีชีส์อื่นที่เอาชนะความตายได้แล้ว มันทำให้ผมอิจฉาและไม่พอใจมาก


ความเป็นไปได้ 4) มีอารยธรรมนักล่าที่น่ากลัวอยู่นอกโลก และสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดส่วนใหญ่รู้ดีว่าไม่ควรที่จะป่าวประกาศกระจายสัญญาณออกไปและโฆษณาว่าตัวเองอยู่ไหน นี่เป็นแนวคิดที่ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ และอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมจานดาวเทียมของ SETI ถึงไม่ได้รับสัญญาณอะไรเลย นอกจากนั้นมันอาจจะหมายความว่าพวกเราเป็นพวก newbie อ่อนสุดๆ ที่กำลังทำตัวโง่เหลือเชื่อ และเสี่ยงมากๆ ในการกระจายสัญญาณออกไปนอกโลก ตอนนี้มีเรื่องถกเถียงกันอยู่ว่าเราควรจะทำในสิ่งที่เรียกว่า METI (Messaging to Extraterrestrial Intelligence การส่งข้อความไปหาสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดนอกโลก ซึ่งคือสิ่งตรงข้ามกับ SETI) หรือไม่ และส่วนใหญ่บอกว่าไม่ควร  Stephen Hawking เตือนว่า “ถ้ามนุษย์ต่างดาวมาเยี่ยมเรา ผลลัพธ์ก็คงเหมือนกับตอน Columbus ขึ้นฝั่งที่อเมริกา คือ ผลมันออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่สำหรับชนพื้นเมือง” แม้กระทั่ง Carl Sagan (ซึ่งเชื่อว่าอารยธรรมใดๆ ที่จะเจริญไปถึงขั้นเดินทางข้ามดาวได้ น่าจะเป็นอารยธรรมที่มีจิตใจดีงามมากกว่าที่จะโหดร้าย) บอกว่าการทำ METI นั้น “ไม่ฉลาดและสิ้นคิดมาก” และเสนอว่า “เด็กใหม่ในจักรวาลที่แปลกประหลาดและคาดเดาไม่ได้ ควรที่จะฟังอยู่อย่างเงียบๆ เป็นเวลานานๆ ค่อยๆ เรียนรู้เกี่ยวกับจักรวาล ก่อนที่จะตะโกนออกไปในป่าที่เราไม่รู้จักและไม่เข้าใจ” น่ากลัวจริงๆ


ความเป็นไปได้ 5) มันมีอยู่เพียงแค่หนึ่งอารยธรรมที่เหนือกว่า เป็นหนึ่งอารยธรรม “สุดยอดนักล่า” (แบบที่มนุษย์เป็น บนโลกของเรา)  ซึ่งเจริญไปไกลกว่าอารยธรรมอื่นๆ ทั้งหมดมาก และทำการรักษาให้มันเป็นอย่างนั้นโดยการกำจัดอารยธรรมที่ฉลาดอื่นๆ ทั้งหมด ที่เจริญถึงจุดหนึ่ง มันคงแย่มากถ้าเป็นอย่างนี้ อาจจะเป็นว่ามันจะเป็นการใช้ทรัพยากรที่เปลืองเกินไปถ้าจะคอยกำจัดอารยธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นใหม่ บางทีอาจจะเพราะส่วนใหญ่อาจจะสูญพันธุ์ไปเองก็ได้ แต่เมื่ออารยธรรมไหนเจริญถึงจุดๆ หนึ่ง อารยธรรมสูงสุดจะลงมือทันที เพราะสำหรับพวกเขา สปีชีส์ฉลาดสปีชีส์ใหม่นั้นก็เหมือนกับไวรัสที่กำลังจะเริ่มแพร่ขยายออกไป  ทฤษฎีนี้นำไปสู่แนวคิดว่า ใครก็ตามที่เป็นสปีชีส์แรกในกาแล็กซี่ที่วิวัฒนาการถึงขั้นฉลาดก่อนก็ถือว่าชนะแล้ว ส่วนใครมาทีหลังก็หมดสิทธิ์ และนี่ก็จะเป็นเหตุผลอธิบายว่าทำไมเราถึงไม่เห็นความเคลื่อนไหวอะไรนอกโลก


ความเป็นไปได้ 6) มันมีความเคลื่อนไหวและสัญญาณต่างๆ มากมาย แต่เทคโนโลยีเรายังไม่ก้าวหน้าพอ และเรากำลังฟังผิดอย่าง เหมือนกับการเดินเข้าตึกสำนักงานยุคปัจจุบัน แล้วเปิดวิทยุ walkie-talkie แล้วคุณไม่ได้ยินอะไร (ซึ่งก็แน่นอนว่าจะไม่ได้ยินอะไร เพราะคนอื่นเขาใช้มือถือส่งข้อความกัน ไม่ได้ใช้ walkie-talkie) แล้วก็สรุปเอาเองว่าตึกนี้ว่างเปล่าไม่มีใครอยู่  หรืออาจจะเป็นอย่างที่ Carl Sagan บอกว่า สมองของเราอาจจะทำงานช้าหรือเร็วกว่าสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่นนอกโลกเป็นร้อยเป็นพันเท่า เช่น พวกเขาอาจจะใช้เวลา 12 ปี สำหรับการพูดคำว่า “Hello” เราจึงได้ยินการสื่อสารนี้เป็นเพียงแค่คลื่นรบกวน


ความเป็นไปได้ 7) เรากำลังรับการติดต่อสื่อสารจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก แต่รัฐบาลปิดบังไว้ อันนี้เป็นทฤษฎีปัญญาอ่อน แต่ผมต้องยกขึ้นมา เพราะคนชอบพูดถึงมันมาก


ความเป็นไปได้ 8) เหล่าอารยธรรมที่เหนือกว่าเรา รู้ว่าเราอยู่ที่นี่และกำลังเฝ้าดูเราอยู่ (หรือเรียกว่า “Zoo Hypothesis” - สมมติฐานสวนสัตว์) เป็นไปได้ว่า พวกอารยธรรมที่เจริญกว่าเรา อาจจะอยู่กันในกาแล็กซี่ที่มีกฎหมายเข้มงวด และโลกของเราอาจจะเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่าสงวนอนุรักษ์ในอุทยานแห่งชาติที่กว้างใหญ่และมีการปกป้อง โดย อาจจะมีกฎสำหรับดาวเคราะห์แบบของเราว่า “ดูได้แต่ห้ามจับ”  และถ้ามีสปีชีส์ที่ฉลาดกว่าเรามากอยากจะแอบดูและสังเกตการณ์เรา เขาก็คงรู้ว่าต้องทำอย่างไร เราจึงจะไม่รู้ตัว ไม่แน่มันอาจจะมีกฎคล้ายๆ “Prime Directive” ของ Star Trek ก็ได้ ที่บอกว่าสิ่งมีชีวิตจากสปีชีส์ที่ฉลาดกว่า ห้ามติดต่อกับสปีชีส์ที่ด้อยกว่าเช่นเรา หรือเปิดเผยตัวเองในรูปแบบใดๆ จนกว่าสปีชีส์ที่ด้อยกว่านั้นจะพัฒนาไปจนถึงระดับหนึ่ง


ความเป็นไปได้ 9) อารยธรรมระดับสูงกว่าเราอยู่นี่แล้ว อยู่รอบๆ ตัวเราเต็มไปหมด แต่เรายังล้าหลังเกินกว่าที่รับรู้ถึงพวกเขาได้ Michio Kaku สรุปไว้ แบบนี้:

ลองนึกถึงรังมดกลางป่า และข้างๆ รังมดนั้น เขากำลังสร้างทางด่วน 10 เลน และคำถามคือ พวกมดจะสามารถเข้าใจได้ไหมว่าทางด่วน 10 เลน คืออะไร? และพวกมดจะสามารถเข้าใจเทคโนโลยีและจุดประสงค์ของสิ่งมีชีวิตที่กำลังสร้างทางด่วนอยู่ข้างๆ พวกมันได้ไหม?

เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่ว่าเราไม่สามารถรับสัญญาณจากดาวเคราะห์ X ด้วยเทคโนโลยีของเรา มันคือว่า เราไม่สามารถที่จะเริ่มเข้าใจได้เลยด้วยซ้ำว่าสิ่งมีชีวิตจากดาวเคราะห์ X เขาคืออะไร และพยายามทำอะไร มันไปไกลเกินไปสำหรับเราจนกระทั่งว่า ถึงเขาอยากจะสอนอยากอธิบายให้เราจริงๆ มันก็จะเหมือนกับพยายามสอนมดเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต


ในลักษณะเดียวกัน นี่อาจจะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า “ถ้ามันมีอารยธรรม Type III อยู่มากมาย ทำไมเขายังไม่เห็นติดต่อเราล่ะ” เพื่อที่จะตอบคำถามนี้ ลองถามพวกเราเองดู - ตอนที่ Pizzaro (นักล่าอาณานิคมชาวสเปนผู้พิชิตอาณาจักร Inca ใน Peru) เดินทางเข้า Peru เขาหยุดตอนเจอรังมด เพื่อพยายามสื่อสารกับมดหรือเปล่า? เขาใจดี พยายามช่วยเหลือมดในรังมดนั้นหรือเปล่า? หรือเขาเกิดมีจิตใจเหี้ยมโหดกับมดขึ้นมา แล้วพักภารกิจของตัวเอง เพื่อทำลายรังมดหรือเปล่า? หรือว่ารังมดนั้น มันไม่มีความหมายอะไรอย่างสิ้นเชิงเลยกับ Pizarro? นั่นก็อาจจะเหมือนกับสถานการณ์ของเราตอนนี้


ความเป็นไปได้ 10) เราเข้าใจผิดทั้งหมดเลยเกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงของเรา เป็นไปได้หลายทางอยู่เหมือนกันว่าเราอาจจะผิดทั้งหมดในทุกอย่างที่เราคิด จักรวาลอาจจะดูเหมือนเป็นอย่างหนึ่ง แต่จริงๆ กลับเป็นอีกอย่าง เหมือนกับภาพ hologram หรือบางที พวกเรา เนี่ยแหละ คือเอเลี่ยน ที่ถูกเอามาปลูกไว้ที่นี่เป็นการทดลอง หรือเป็นปุ๋ยชนิดหนึ่ง หรือไม่แน่เราทั้งหมดอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการจำลองในคอมพิวเตอร์ของนักวิจัยจากโลกอื่น และเพียงแค่ว่าสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดชนิดอื่นไม่ได้ถูกโปรแกรมไว้ในระบบ


---


ในขณะที่เราดำเนินการต่อไปในการค้นหาสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดจากนอกโลก ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผลอะไรในที่สุด ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอยากให้คำตอบของ Fermi Paradox เป็นข้อไหน พูดตรงๆ ถ้าเกิดข่าวออกมาอย่างเป็นทางการ ว่าเรารู้แล้วว่าพวกเราโดดเดี่ยวในจักรวาลจริงๆ  หรือออกมาว่าพวกเราไม่ได้โดดเดี่ยวแล้วนั้น มันค่อนข้างน่าขนลุกทั้งสองอย่าง ซึ่งเหมือนกับเรื่องราวของคำอธิบายต่างๆ ข้างบน  ไม่ว่าความความจริงจะเป็นอย่างไร มันก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อสุดๆ อยู่ดี


นอกจากองค์ประกอบแบบนิยายวิทยาศาตร์ Sci-Fi ที่น่าตกใจของมันแล้ว Fermi Paradox ยังทำให้ผมรู้สึกถึงความเจียมตัวอย่างมาก ไม่ใช่แค่ความเจียมตัวแบบ “อ๋อใช่ ฉันมันตัวเล็กนิดเดียวเหมือนผงธุลีและฉันมีตัวตนอยู่เพียงแค่ประมาณ 3 วิ” ที่จักรวาลทำให้รู้สึกเสมอ แต่ Fermi Paradox ยังทำให้รู้สึกถึงความเจียมตัวที่บาดลึกถึงตัวตน ที่เกิดจากการใช้เวลาหลายชั่วโมงในการค้นคว้าและอ่านว่า นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในสปีชีส์ของเรา ได้นำเสนอทฤษฎีแบบบ้าๆ บอๆ ต่างๆ ได้ทำการเปลี่ยนใจไปมา และให้ความเห็นขัดแย้งกันเองมากมายในเรื่องนี้  เป็นการเตือนให้เรารู้ว่า คนในอนาคตคงต้องมองย้อนกลับมาที่เราแล้วคิดเหมือนกับที่เราคิดเวลามองคนโบราณที่มั่นใจว่าดาวบนฟ้า คือด้านล่างของโดมของสวรรค์ และพวกคนในอนาคตก็คงจะคิดว่า “โอ้ พวกเขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย!


และยิ่งไปกว่านั้นคือ การที่ความรู้สึกภาคภูมิใจในสปีชีส์ของตัวเองต้องถูกบั่นทอน เมื่อมีการพูดถึงอารยธรรมระดับ Type II และ Type III เพราะบนโลกของเรา เราเป็นราชาแห่งปราสาทเล็กๆ ของเรา เราภูมิใจในความเป็นผู้นำของกลุ่มสิ่งมีชีวิตไร้ปัญญากลุ่มใหญ่ที่อยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้ และในฟองสบู่นี้มันไม่มีใครมาแข่งกับเราได้และไม่มีใครมาตัดสินเราได้ มันจึงไม่บ่อยนักที่เราจะต้องเผชิญหน้ากับความคิดที่ว่าเราอาจจะเป็นสปีชีส์ที่อ่อนด้อยกว่าสปีชีส์อื่นอย่างมาก และหลังจากที่ผมใช้เวลาศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดอารยธรรม Type II และ Type III ในอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็รู้สึกว่าความภูมิใจในตัวเองของมนุษยชาติที่พวกเรามี มันออกจะดูเหมือนหลงตัวเองแบบเพ้อฝันด้วยซ้ำ

ถึงจะกล่าวอย่างนั้น แต่มุมมองของผมโดยปกติกับมนุษยชาติคือ เราเป็นเด็กกำพร้าผู้โดดเดี่ยว อยู่บนก้อนหินเล็กๆ ท่ามกลางจักรวาลอันเปล่าเปลี่ยว 

ความเป็นจริงที่ต้องทำให้เจียมตัวที่ว่า พวกเราคงไม่ได้ฉลาดเท่ากับที่พวกเราคิด และความเป็นไปได้ว่าหลายๆ อย่างที่พวกเราคิดว่ามั่นใจ มันอาจจะไม่ใช่เลยนั้น มันเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะมันเป็นการเปิดประตู แม้จะแค่เปิดแย้มนิดๆ ถึงความเป็นไปได้ ว่าไม่แน่ ไม่แน่ เรื่องราวมันอาจจะมีอะไรมากกว่าที่เราเข้าใจตอนนี้ก็ได้


ชอบบทความสาระดีๆ แบบนี้ ติดตามโดยการ Like Page JaakJai.com ของเราได้ที่

https://www.facebook.com/JaakJaiWeb/


---


บทความต้นฉบับโดย Tim Urban จาก waitbutwhy.com

แปลโดยได้รับอนุญาต จาก waitbutwhy.com โดย Chanon S.

http://jaakjai.com/chanon/stories/17


Wait But Why posts once a week. We send each post out by email to over 80,000 people—enter your email here and we’ll put you on the list (we only send one email each week). You can also follow Wait But Why on Facebook and Twitter.

เขียนบทความ และสร้าง blog ฟรี! แค่สมัครสมาชิก JaakJai.com

ความคิดเห็น

ติดตามบทความเด็ดสุดจากสมาชิก ได้ทาง Facebook Page ของ JaakJai