จางเจียเจี้ย ตอนที่ 2 ขึ้นลิฟต์แก้วชมหุบเขาอวตารในวันฟ้าใส

วันที่สองของการเที่ยวเมืองจางเจียเจี้ย เรายังคงไปเที่ยวในอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย


อย่างที่บอกไว้ในตอนแรกว่าอุทยานฯ นี้มีพื้นที่กว้างขวางมากๆ  และมีวิธีขึ้นลงได้หลายวิธี  คราวนี้เราเลยลองขึ้นไปเที่ยวด้วยลิฟต์แก้วไบ่หลงเทียนที (Bailong Elevator)
เพื่อไปเที่ยวบริเวณ Yuanjiajie Scenic Area และไปตามหารูปปั้นนกในหนัง Avatar กันค่ะ


สำหรับใครที่อยากชมรีวิวเที่ยวจางเจียเจี้ยตอนแรก  เชิญชมได้ที่นี่เลยค่ะ

http://jaakjai.com/Kaew/stories/18

ขึ้นหุบเขาอวตารด้วยลิฟต์แก้วไบ่หลง

วันนี้เรานั่งแท็กซี่จากที่พักมายังอุทยานฯ เหมือนเดิม ค่ารถ 10 หยวน (นั่งได้ 4 คน)

ส่วนค่าเข้าอุทยานฯ เราซื้อเป็นตั๋วแบบ 3 วันเอาไว้แล้ว ดังนั้นเลยผ่านฉลุยเข้าประตูมาเลย


แล้วก็มาขึ้นรถบัสฟรีของอุทยานฯ ไปยัง Bailong Elevator Station  เมื่อถึงสถานีก็ไปที่ช่องขายตั๋วขึ้นลิฟต์ ตอนนั้นประมาณ 7 โมงเช้าค่ะ


ลิฟต์แก้วไบ่หลง เป็นลิฟต์แก้วติดหน้าผาที่สวยมาก ได้ชื่อว่าเป็นลิฟต์แก้วแบบ outdoor ที่สูงที่สุดและหนักที่สุดในโลก โดยมีความสูงถึง 1,070 ฟุต หรือ 330 เมตรเลยทีเดียว  ขอบอกว่ายิ่งได้เห็นใกล้ๆ ยิ่งดูอลังการงานสร้างจริงๆ คุ้มค่าตั๋วเที่ยวละ 42 หยวนต่อคนมาก (ปัจจุบันราคา 72 หยวน)

ลิฟต์แก้วไบ่หลง อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย

ตื่นเต้นกับความยิ่งใหญ่ของลิฟต์แก้วแล้ว พอหันหลังมาดูฝั่งตรงข้ามก็เจอกับวิวที่ไม่คาดฝันนี้ ถึงกับตะลึง  ตอนนั้นแสงอาทิตย์สาดส่องมากระทบกับก้อนหินพอดี...

ขอยกให้วิวนี้เป็นภาพประทับใจติดอันดับในดวงใจเลยค่ะ  ธรรมชาติที่นี่สวยแปลกตามากจริงๆ

อย่างนี้ต้องขอเก็บภาพคู่กับคุณสามีไว้ซักหน่อยละค่ะ ^^

เมื่อถ่ายรูปกันจนพอใจแล้ว  เราก็ไปต่อแถวรอขึ้นลิฟต์แก้ว


นี่เราไปแต่เช้าคิวยังยาวขนาดนี้เลยค่ะ  เหอๆ  

แถว (หลายแถว) ก็ค่อยๆ ขยับไปตามทางในอุโมงค์ที่เค้าทำไว้อย่างดี  ใช้เวลาเกือบชั่วโมงเราจึงได้เข้าลิฟต์ 

ในลิฟต์มีหน้าจอแสดงระดับความสูงที่เรากำลังไต่ขึ้นไปด้วยค่ะ นักท่องเที่ยวตื่นเต้นกันมากกับสิ่งที่กำลังจะได้เห็น


...เพียงไม่กี่นาทีจากชั้นล่าง ลิฟต์แก้วก็พาเราขึ้นมาอยู่ที่ความสูง 1,070 ฟุต

พอลิฟต์แก้วเปิดออกเราก็ต้องร้อง Wow กับทัศนียภาพบนนั้น 


เหล่าภูเขาหินปูนสูงเสียดฟ้ามีรูปทรงต่างๆ กันไป ดูตื่นตาตื่นใจไปหมด

รูปนี้ซูมมาให้ดูแบบใกล้ๆ เลย

บริเวณที่เราจะเดินเที่ยววันนี้เรียกว่า Yuanjiajie Scenic Area อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานจางเจียเจี้ยค่ะ


เราเดินตามแนวเส้นทางจากด้านล่างวนขึ้นไปด้านบน ตามลายแทงแผนที่อุทยานฯ

เรามาถึงจุดแรกประมาณ 8 โมงเช้า จุดนี้มีชื่อเรียกว่า Enchanting Stand หรือ Enchanting Terrace เป็นระเบียงยื่นออกไปให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกับวิวสุดล้ำ

แล้วเดินต่อไปตามเส้นทาง จะเจอจุดต่อไปคือ สะพานเหลียนซิน (Lianxin Bridge) เป็นสะพานเหล็กแข็งแรงเลยค่ะ

เดินดูวิวไปตามป้ายเรื่อยๆ ในใจแก้วก็คิดว่า...เมื่อไหร่จะเจอรูปปั้นนกนะ เพราะในแผนที่ไม่มีบอกไว้เลยว่าอยู่จุดไหน


แล้วในที่สุดเราก็เจอกันจนได้...รูปปั้นนกในโลก Pandora จากหนัง Avatar  อารมณ์ตอนนั้นดีใจมากกกกก....เย้ๆๆ หาเจอซักที


แต่พวกเราไม่ได้ไปโพสต์ท่าขี่นกถ่ายรูปแบบในหนังมานะคะ  เพราะมีคนคอยเก็บเงินค่าถ่ายรูปคู่นกด้วย เอ่อ..มีงี้ด้วย แอบงงเลยค่ะ  


เลยถ่ายรูปนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เค้าขึ้นไปทำท่าเท่ๆ มาแทน 

จากนั้นก็เพลิดเพลินกับวิวอลังกันต่อ มันอลังการสุดจะบรรยายค่ะ ต้องมาเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ 


เพราะภูเขาหินปูนที่นี่มีเยอะมากและล้วนแต่ก้อนใหญ่ยักษ์ ทะลุขึ้นมาจากพื้นซึ่งลึกลงไปมากๆๆๆ ไม่สามารถชะโงกมองลงไปถึงจุดเริ่มต้นได้เลยหล่ะค่ะ 

แล้วเราก็เดินมาถึงอีกหนึ่ง landmark ของบริเวณนี้ นั่นคือ สะพานใต้ฟ้าอันดับหนึ่ง หรือ สะพานเทียเสี้ยตี้อี้เฉียว


ซึ่งเค้าถือว่าเป็นสะพานหินธรรมชาติอันแรกของโลก  


โดยสะพานนี้เชื่อมระหว่างเขา 2 ลูกไว้ด้วยกัน ภูเขามีชื่อด้วยค่ะ เรียกว่า Mountain of Lock

ตรงราวสะพานตลอดทางเดินขึ้นไปยังศาลาบนเขา โดยเฉพาะเขาทางซ้ายมือ มีแม่กุญแจคล้องอยู่เต็มไปหมด  ตามความเชื่อของคู่รักที่ว่า เอากุญแจมาคล้องไว้บนที่สูงๆ จะได้ไม่มีใครมาพรากคู่รักออกจากกันได้ 


แหม่...คิดว่าอยู่เกาหลีเลยนะคะเนี่ย

เราค่อยๆ เดินเที่ยวไปถ่ายรูปไป จนบ่ายโมงกว่าจึงเดินได้ครบตามเส้นทางบริเวณ Yuanjiajie Scenic Area ค่ะ

หลังจากนั้นก็ไปรอรถบัสวิ่งภายในอุทยานฯ เพื่อไปสวนนายพลฯ ที่เราไปมาเมื่อวาน เราไปนั่งพักพูดคุยพร้อมชมบรรยากาศกันสบายๆ  ถ้าหิวแถวนั้นก็มีร้านค้าบริการหลายร้าน


เจอนักท่องเที่ยวบางคนหมดแรง  ถึงกับนอนสบายไปเลย  555

เมื่อนั่งทอดน่องทอดอารมณ์กันพักใหญ่ๆ แล้ว ก็มีแรงเที่ยวต่อ  พวกเราตกลงกันว่าจะออกจากอุทยานเพื่อไปเดินเล่นดูบ้านเมืองเค้ากัน


วิธีนั่ง Cable Car ลงจากเขา

เดินไปขึ้นบัสที่ลานจอดใกล้ๆ สวนนายพลฯ เพื่อไปยัง Tianzi Cable Car Station เพื่อนั่งลงจากเขาค่ะ ค่าตั๋ว Cable Car แบบเที่ยวเดียวราคา 52 หยวน (แต่ปัจจุบันราคา 67 หยวน)


คิวนักท่องเที่ยวมหาศาลเช่นเคยค่ะ

วิวขาลงตอนนั่ง Cable Car ก็หวาดเสียวดีค่ะ ^^

ลงมาถึงทางออก Wulingyuan Gate แล้วออกไปขึ้นรถเมล์ No.2 คนละ 1 หยวน กลับเข้าไปในเมือง


นั่งรถเมล์แป๊บเดียวก็ถึงในเมืองค่ะ เราเดินเล่นในเมืองนิดหน่อย แวะมินิมาร์ทและร้านขนมปังตุนเสบียง  แล้วก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดีเลย...วันนี้เลือกทานร้านหรูขึ้นมาหน่อย อยู่ริมแม่น้ำ บรรยากาศดีเชียว

มาเที่ยวเมืองจีนเราใช้วิธีจิ้มสั่งอาหารจากรูปเอาค่ะ  ลำบากนิดหน่อยแต่ก็สนุกดี  สุดท้ายก็ได้อาหารหน้าตาน่าทานแบบนี้มาน้าาา 


ส่วนรสชาติก็พอใช้ได้ค่ะ แต่ยังสู้ร้านที่เราไปทานมาเมื่อวานไม่ได้

แล้วเราก็ไปเที่ยวถนนคนเดินที่เล็งไว้ตั้งแต่เมื่อวานกัน 

เค้าทำสวยค่ะ สร้างเป็นตึกแบบจีนทั้งหมดเลย  แล้วก็มีการแสดงต่างๆ ให้ดูตามทางเดินด้วย  เพลินดี

แสงสีจัดเต็ม บรรยากาศชิลๆ เย็นสบายเพราะอยู่ริมแม่น้ำ แถมยังใหม่มาก คาดว่าน่าจะเพิ่งเปิดไม่นาน เพราะบางร้านยังทำไม่เสร็จเลย

ร้านค้าก็ตกแต่งกันสวยงาม

วันที่สองของการเที่ยวเมืองจางเจียเจี้ยจบลงที่นี่ค่ะ 


ตอนหน้าเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง เราไปเที่ยวทะเลสาบของเมืองที่เค้าจัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ AAAAA National Tourist Attraction ของจีนกัน ซึ่งเป็นที่ที่น่าประทับใจมาก 

โปรดติดตามตอนต่อไป ในรีวิวเที่ยวจางเจียเจี้ย ตอนที่ 3 ค่ะ

สำหรับใครที่อยากชมรีวิวเที่ยวจางเจียเจี้ยตอนแรก  เชิญชมได้ที่นี่จ้า

http://jaakjai.com/Kaew/stories/18


หากเพื่อนๆ อยากเก็บบันทึกประสบการณ์ หรือ เรื่องราวต่างๆ ไว้เป็นความทรงจำ และแบ่งปันให้คนอื่นได้อ่าน 


เชิญมาเขียนบทความในรูปแบบที่สวยงามแบบนี้ได้ฟรีค่ะ  เพียงแค่สมัครสมาชิกง่ายๆ  ในเว็บ Jaakjai.com หรือกดจาก Link ด้านล่างได้เลยค่ะ

เขียนบทความ และสร้าง blog ฟรี! แค่สมัครสมาชิก JaakJai.com

ความคิดเห็น

ติดตามบทความเด็ดสุดจากสมาชิก ได้ทาง Facebook Page ของ JaakJai