จางเจียเจี้ย ตอนที่ 1 ขุนเขาจักรพรรดิเทียนจื่อซาน

ตั้งแต่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Avatar และได้รู้ว่า อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย (Zhangjiajie National Forest Park) ใน เขตอนุรักษ์อู่หลิงหยวน (Wulingyuan) เมืองจางเจียเจี้ย มณฑลหูหนาน ประเทศจีน คือแรงบันดาลใจในการออกแบบโลก Pandora แก้วก็ใฝ่ฝันอยู่ตลอดที่จะได้ไปเยือนสถานที่แห่งนี้ เพื่อไปเห็นด้วยตาตัวเองว่า จะเหมือนหรือต่างจากฉากในภาพยนตร์สุดประทับใจขนาดไหน

และแล้ว ในที่สุดความฝันก็เป็นจริง แก้วและเหล่าเดอะแก็งค์รวม 6 ชีวิต ได้ไปเยือนแดนอวตารด้วยกันในเดือนพฤษภาคม ปี 2012 เราเลือกช่วงเวลานี้เพราะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะมากในการเที่ยวที่นี่ ถ้าไปก่อนหน้านี้ก็จะร้อนเกินไป ถ้าช้ากว่านี้ก็จะเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งหมอกจะลงหนาจนมองไม่เห็นวิวสวยๆ กันเลย


ก่อนการเดินทาง พวกเราเตรียมตัวอย่างดี จองทุกอย่างล่วงหน้าเรียบร้อย ทั้งตั๋วเครื่องบินภายในประเทศจีน และที่พัก รวมถึงฟิตร่างกายด้วยค่ะ


ทริปนี้เป็นการไปเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่เป็นครั้งแรกของแก้ว พวกเราใจกล้าจัดทริปไปเที่ยวกันเอง โดยที่ไม่มีใครพูดภาษาจีนได้ซักคน  แต่สิ่งที่หวั่นใจที่สุดกลับเป็นเรื่อง ... ห้องน้ำ เพราะได้ยินคำบอกเล่ามานับไม่ถ้วนเกี่ยวกับห้องน้ำสาธารณะในจีน ทั้งเข้าห้องน้ำไม่ปิดประตูบ้าง ไม่ราดน้ำบ้าง เป็นต้น หวาย...จะไหวมั้ยเนี่ยเรา 

การเดินทางไปจางเจียเจี้ย

พวกเราออกเดินทางจากกรุงเทพด้วยเครื่องบินสายการบิน Air Asia ไปลงที่กวางโจว ถึงกวางโจวช่วงค่ำๆ ก็พักที่โรงแรม Guang Sha Hotels 1 คืน ซึ่งโรงแรมนี้อยู่ใกล้สนามบินและมีรถรับส่งถึงสนามบินด้วย  เย็นวันถัดมาค่อยขึ้นเครื่องบินภายในประเทศสายการบิน China Southern Airlines ไปลงเมืองจางเจียเจี้ย ใช้เวลาเดินทางอีก 1 ชั่วโมง 35 นาที


สำหรับใครที่ต้องการไปเที่ยวจางเจียเจี้ยอย่างเดียวตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องไปลงกวางโจวแบบพวกเราก็ได้ค่ะ เพราะตอนนี้ Air Asia มีเส้นทางบินใหม่ จากกรุงเทพไปลงฉางซา ซึ่งอยู่ใกล้กับจางเจียเจี้ย แล้วนั่งรถต่อไปอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงจางเจียเจี้ยเลย ประหยัดเวลา แถมประหยัดค่าเครื่องบินได้เยอะ


ที่กวางโจว... เนื่องจากไฟลท์บินไปจางเจียเจี้ยมีรอบเย็น  พวกเราจึงมีเวลาเที่ยวชมเมืองกวางโจวแถมอีกเมือง ตอนเช้าพวกเราก็นั่งรถไฟใต้ดินหรือ metro เข้าไปเดินเล่นชมเมือง  

เมืองกวางโจวเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้า บ้านเมืองเค้าทันสมัย มีห้างและตึกสูงมากมาย 

ช่วงบ่าย ไปชมอนุสรณ์สถาน ดร.ซุน ยัดเซ็น (Sun Yat-sen Memorial Hall) โดยเสียค่าเข้าชม คนละ 10 หยวน


จากนั้นก็ไปเดินเที่ยวย่านการค้านิดหน่อย ก็ถึงเวลาต้องไปสนามบินแล้ว

สู่จางเจียเจี้ย

เราไปถึงสนามบินเมืองจางเจียเจี้ย 3 ทุ่มกว่า แล้วนั่ง Taxi ที่จอดอยู่ในลานจอดหน้าสนามบิน เพื่อไปยังที่พัก Wulingyuan Zhongtian International Youth Hostel ที่อยู่ใกล้กับทางเข้าเขตอนุรักษ์อู่หลินหยวน


ที่พักที่นี่ถือว่าใช้ได้ อยู่สบาย มีห้องน้ำในตัว มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ ค่าที่พักตกคืนละประมาณ 500 บาทเท่านั้น   แต่เนื่องจากอยู่ติดถนนใหญ่ ประมาณตี 4 กว่าๆ ก็จะมีเสียงแตรรถปลุกเป็นระยะๆ ซึ่งก็คงเป็นธรรมดาทุกที่ในประเทศจีนล่ะค่ะ

Wulingyuan Zhongtian International Youth Hostel

เราวางแผนว่าจะเที่ยวจางเจียเจี้ยทั้งหมด 4 วัน โดยเข้าไปเที่ยวในบริเวณอุทยานฯ 3 วัน และอีก 1 วันเที่ยวในตัวเมือง จึงเลือกนอนที่นี่เพราะใกล้กับอุทยานฯ ด้าน Wulingyuan Gate ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางเหมือนกับการไปพักในตัวเมืองจางเจียเจี้ย

เข้าอุทยานจางเจียเจี้ย

วันรุ่งขึ้น เรารีบออกจากที่พักแต่เช้าตรู่ หาอาหารเช้าทานใกล้ๆ แล้วข้ามถนนไปเรียกแท็กซี่ฝั่งตรงข้ามที่พัก ใช้เวลา 5 นาทีก็ถึงทางเข้าอุทยานฯ เสียค่ารถคันละ 10 หยวน 

ประตูทางเข้าอุทยานจางเจียเจี้ย

วันนี้เราจะเที่ยว ภูเขาเทียนจื่อซาน (Tianzi Shan Mountain) หรือเรียกอีกอย่างว่า ภูเขาเจ้าฟ้า หรือขุนเขาจักรพรรดิ ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของอุทยานจางเจียเจี้ยกันก่อน ซึ่งเป็นจุดหลักที่มีพื้นที่กว้างที่สุดในเขตอนุรักษ์อู่หลิงหยวน (Wulingyuan) 


เราซื้อตั๋วอุทยานฯ แบบ 3 วันเข้าออกกี่ครั้งก็ได้ ราคา 245 หยวน ราคานี้รวมค่ารถบัสภายในอุทยานฯ แล้ว แต่ยังไม่รวมค่าประกันอีก 3 หยวน และไม่รวมค่ากระเช้าลอยฟ้า (Cable Car) และลิฟต์แก้ว


ขึ้นภูเขาเทียนจื่อซาน ด้วย Cable Car 

เนื่องจากอู่หลิงหยวนนั้นเป็นอุทยานที่กว้างมาก จึงมีทางขึ้นหลายทางค่ะ ตั้งแต่ Cable Car, ลิฟต์แก้ว แล้วก็รถราง + เดิน


เราสามารถเลือกได้ว่าในการเที่ยวแต่ละวัน เราอยากจะขึ้นวิธีไหน ลงวิธีไหน เช่น อาจจะขึ้น Cable Car แล้วลงลิฟต์ หรือขึ้น Cable Car ลง Cable Car หรือจะเดินขึ้นแล้วเดินลง ก็แล้วแต่เราเลย

สำหรับวันแรก พวกเราเลือกที่จะขึ้นไปด้วย Cable Car ค่ะ เพราะคิดว่าน่าจะเหมาะสุดกับการเที่ยววันแรกที่ต้องการความตื่นตาตื่นใจ โดยไม่ต้องเหนื่อยอะไรมาก

เมื่อได้ตั๋วเข้าอุทยานแล้ว ก็นั่งรถบัสจากทางเข้าอุทยานไปยังจุดรอขึ้น Cable Car ซึ่งที่ท่ารถจะมีป้ายบอกว่ารถที่จะไปแต่ละจุดจอดอยู่ตรงไหน เราก็ดูอันที่เขียนว่า Cable Car แล้วก็ไปรอขึ้นเลย


พอไปถึงจุดรอขึ้น Cable Car เราก็ไปซื้อตั๋วกัน  ตั๋ว Cable Car ราคา 52 หยวน (แต่ปัจจุบันเที่ยวเดียวราคา 67 หยวน ไปกลับ 134 หยวน)

บัตรขึ้น Cable Car

หลังจากนั้นก็ต่อคิวเพื่อขึ้น Cable Car ค่ะ ซึ่งเป็นการต่อคิวครั้งแรกและไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของทริปนี้  ...การมาเที่ยวที่นี่ต้องเตรียมใจไว้อย่างนึง ว่าต้องมีการต่อคิวค่อนข้างนาน ไม่ว่าจะเพื่อรอขึ้น Cable Car หรือขึ้นลิฟต์แก้ว โดยเฉพาะตอนเช้า เพราะนักท่องเที่ยวต้องการขึ้นไปเที่ยวกันตั้งแต่เช้า 


บรรดานักท่องเที่ยวที่ต่อคิวกันอยู่ ดูแล้วน่าจะเป็นคนจีนเองกว่า 80% คิดในใจว่า นี่ขนาดนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมาเที่ยวกันไม่เยอะนะเนี่ย... แถมพวกเราไปเที่ยวกันในวันธรรมดา ยังเจอนักท่องเที่ยวชาวจีนมาเที่ยวกันเยอะมาก ถ้าวันหยุดที่คนเยอะกว่านี้ คงจะทำให้การต่อคิวต่างๆ เช่น ขึ้น Cable Car ต้องรอกันนานจนเบื่อมากๆ เลยทีเดียว


รออยู่นานมาก ในที่สุดการรอคอยก็จบลง เราได้ก้าวขึ้น Cable Car   ...แล้วการรอคอยมันคุ้มไหม? 


ต้องบอกว่าคุ้มมากค่ะ เพราะแค่ใน Cable Car มองออกไปข้างนอก ก็ได้ตื่นเต้นกับทิวทัศน์ที่สวยงามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เรียกว่าเหมือนได้เริ่มต้นเข้าสู่โลก Pandora กันแล้ว


ขอบคุณนางแบบ..หนึ่งในเพื่อนร่วมแก็งค์ในรูปด้านล่างด้วยค่ะ ^^

นอกจากตะลึงกับความสวยงาม ก็ยังได้สนุกกับความหวาดเสียวจากการอยู่ในกระเช้าที่แขวนอยู่เหนือพื้นดินเป็นร้อยเป็นพันเมตร


พอขึ้นมาถึงข้างบนแล้วก็ถ่ายวิวจากด้านบนนิดหน่อย

แล้วเราก็เดินมารอคิวรถของอุทยานเพื่อไปสวนจอมพลเฮ่อหลง ซึ่งเป็นจุด Landmark ที่เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางเดินชมธรรมชาติบนเขาเทียนจื่อซาน


ระหว่างรอรถก็มีแม่ค้าชาวท้องถิ่น มายืนขายเกาลัดกันเป็นแถวยาวเลย กลิ่นหอมน่ากิน แต่ไม่ได้ซื้อค่ะ คิดแล้วเสียดายเหมือนกัน เพราะดูน่าจะอร่อยมาก

จุดนี้รอคิวรถไม่นานก็ได้ขึ้น แล้วก็มาถึงสวนจอมพลเฮ่อหลง ซึ่งจะมีรูปปั้นจอมพลเฮ่อหลงขนาดใหญ่มาก กับม้าคู่ใจของเขา ตรงนี้เราก็แวะถ่ายรูปกับรูปปั้นกันแป๊บนึง


สวนแห่งนี้ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. 1986 เพื่อเป็นเกียรติแก่นายพลเฮ่อหลง แห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน

จากนั้นเราก็เริ่มเดินกันไปตามจุดชมวิวและเส้นทางชมธรรมชาติ ซึ่งคราวนี้เราก็ได้เข้าสู่โลก Pandora อย่างแท้จริงแบบเต็มๆ แล้ว

ภาพที่เห็นมันเหมือนไม่ใช่โลกเราแล้ว เหมือนเป็นต่างดาว ยอดเขาแหลมๆ ที่ทิ่มขึ้นมา ต้นไม้เขียวๆ ที่ขึ้นทุกที่แม้กระทั่งบนพื้นที่เล็กๆ บนเขาแหลมๆ พวกนี้ มันเป็นอะไรที่แปลกตาสุดๆ

ถึงตอนนี้ก็รู้สึกเข้าใจล่ะ ว่าทำไมคนถึงแห่มาเที่ยวที่นี่กันมากมาย พอได้เห็นกับตาตัวเอง มันยิ่งกว่าในรูปไหนๆ เพราะนอกจากความแปลกตา สวยงาม แล้ว มันยังให้ความรู้สึกถึงความ

ยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

ภูเขาที่นี่เป็นหินทราย อายุ 380 ล้านปี  ซึ่งเคยเป็นทะเลมาก่อน  ต่อมาเปลือกโลกยุบตัว จึงกลายเป็นป่าภูเขาหินยักษ์รูปร่างต่างๆ เช่น เขาพู่กัน เขาจักรพรรดิ เขานางฟ้าโปรยดอกไม้ เขาสวนสวรรค์

จากจุดนี้ เราก็ไปชมอีกด้านนึง ซึ่งมีหอให้ขึ้นไปชมวิวด้วย

พอเดินขึ้นหอชมวิว ก็ได้พบกับวิวอีกแบบ ที่น่าประทับใจเช่นกัน เพราะสามารถเห็นวิวได้ กว้างมากๆ 


ในภาพด้านล่างนี้ สามารถมองเห็นรูปปั้นจอมพลเฮ่อหลงได้เลย ที่ด้านขวาบนของภาพ

เส้นทางเดินลง + นั่งรถราง

หลังจากชมวิวในบริเวณนี้กันจนจุใจแล้ว เราก็ตัดสินใจเดินลงเขา ตามทางเดินลงและชมธรรมชาติของอุทยานฯ กัน โดยทางเดินจะไปบรรจบกับสถานีรถราง ซึ่งเราก็จะนั่งรถรางต่อ จนถึงด้านล่าง


ในระหว่างทางเดินมีจุดชมวิวและมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ หลายจุด

แต่การเดินลง มันเหนื่อยกว่าที่คิดมากค่ะ เพราะมันไม่ได้มีแต่ลงอย่างเดียว มันมีขึ้นด้วย

ใครที่ไม่ไหว ก็สามารถจ้างคนแบกเสลี่ยงให้นั่งได้  เห็นมีผู้สูงอายุใช้บริการเยอะเหมือนกัน  แต่ต้องตกลงระยะทางและราคาให้ดีๆ นะคะ


ขนาดพวกเรา วัยยังไม่สูงขนาดนั้น แต่ก็เหนื่อยกันแทบแย่เลย ขาเดี้ยง ปวดขาไปตามๆ กัน


...จะว่าไปก็เหมือนพลาดไปนิดตรงที่ทำขาเดี้ยงกันไปตั้งแต่วันแรกของการเที่ยว แต่ถ้าฟิตกำลังขามาเยอะๆ หน่อยก็สบาย ดูอย่างคุณแม่ยังสาวคนนี้สิ

เธอสามารถแบกลูกเดินลงได้สบายๆ ...จริงๆ เธอไม่ได้เดินด้วย เพราะเร็วจนแทบจะเรียกได้ว่าวิ่ง แซงหน้าพวกเราแล้วนำหายไปอย่างรวดเร็ว  พวกเราได้แต่ตะลึงว่าทำไมฟิตจัง


ยังไม่นับคนที่เลือกที่จะขึ้นเทียนจื่อซาน โดยการเดินขึ้น สวนทางกับพวกเรา ...ฟิตจริงๆ

ขอคารวะ


ยังไงซะ การเดินลงก็เป็นประสบการณ์ที่สนุกค่ะ 


พอลงมาถึงข้างล่างก็นั่งรถรางคนละ 28 หยวน (ปัจจุบันคนละ 38 หยวน) เพื่อกลับไปยังประตูอุทยาน  บริเวณที่รถรางผ่านก็มีวิวสวยๆ ให้ชมอีก เช่น วิวภาพเขียนสิบลี้

สุดท้ายพวกเราก็ลงมาถึงด้านหน้าทางเข้าอุทยาน แล้วออกไปขึ้นรถเมล์ ์No.2 คนละ 1 หยวน กลับเข้าไปเดินเล่นในเมือง

วันแรกนี้เราลงมาจากอุทยานจางเจียเจี้ยค่อนข้างเร็ว เลยมีเวลาเดินเล่นกันในตัวเมือง

ที่ร้านค้าข้างทางมีผลไม้เมืองหนาวขาย

เมื่อท้องร้อง...เราเลือกกินมื้อเย็นกันที่ร้านอาหารท้องถิ่นค่ะ มีไก่เสียบไม้ย่าง โรยเครื่องเทศ เหนื่อยกันมาอย่างพวกเราก็เลยอร่อยกันเต็มที่

มีแป้งคล้ายโรตี มี 2 แบบ พวกเราสั่งมาลองหมด  

รวมทั้งผัดผักเพื่อสุขภาพ  ผักที่นี่กรอบอร่อยจริงๆ 

พอเดินกลับที่พัก มองไปทางซ้าย เอ๊ะ มันคืออะไร มีแสงสีและเสียงดนตรี

กลับมาถามคนดูแลที่พักจึงรู้ว่า เขามีงาานเปิดเหมือนเป็นเมืองโบราณหรือถนนคนเดิน ให้คนมีที่เที่ยวกันต่อตอนกลางคืน  พวกเราจึงตัดสินใจว่า พรุ่งนี้จะไปเดินกัน


เป็นอันจบวันแรกของการเที่ยวจางเจียเจี้ยค่ะ 


วันแรกนี่จริงๆ เป็นแค่น้ำจิ้ม เพราะในอีก 3 วันที่เหลือ ยังมีอีกหลายที่หลายอย่างที่ได้ไปเที่ยว ไปดูในทริปนี้ที่ต้องบอกว่า สุดยอดมาก  


เพราะฉะนั้นโปรดติดตามบทความตอนต่อไปนะคะ 

เราจะไปขึ้นลิฟต์แก้วที่สูงที่สุดในโลก ที่ติดหน้าผากัน


--- ข้อมูลอุทยานจางเจียเจี้ย ---

อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย (Zhangjiajie National Forest Park) ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์อู่หลิงหยวน (Wulingyuan) ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลหูหนาน เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของจีนเมื่อปี 1982 และได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เมื่อปี 1992 ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของจีนอีกเช่นกัน มีเนื้อที่กว่า 369 ตร.กม.


ที่นี่มีทัศนียภาพแปลกตาเต็มไปด้วยยอดเสาหินทรายและยอดเขาประหลาดที่พบได้ยากมากในธรรมชาติ แต่ละยอดสูงเสียดฟ้า ความสูง 200 เมตรขึ้นไปรวมกว่า 3,000 ยอด ทั้งที่เป็นหน้าผาสูงชัน ยอดเขาสูง และบางยอดเป็นที่ราบเรียบ ท่ามกลางดงยอดเขายังมีลำธารน้ำเซาะ สายน้ำตก สระน้ำซุกซ่อนอยู่เบื้องล่าง 


ประกอบกับมีหุบเขาและชะโงกผาที่วางตัวสลับกันไปมา ก่อเกิดถ้ำหินกว่า 40 แห่ง และสะพานหินธรรมชาติขนาดใหญ่อีก 2 สะพาน 


นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ จึงได้ชื่อว่าเป็นดินแดนของป่ายุคดึกดำบรรพ์ที่สมบูรณ์ 



--- ค่าเข้าอุทยานฯ ---

ตั๋วเข้าอุทยานฯ แบบ 3 วันจะเข้าออกกี่ครั้งก็ได้ ราคา 245 หยวน (สำหรับช่วง High Season และราคา 160 หยวน ช่วง Low Season) รวมค่ารถบัสภายในอุทยานฯ แต่ไม่รวมค่ากระเช้าลอยฟ้า (Cable Car) และลิฟต์แก้ว ราคานี้ยังไม่รวมค่าประกันอีก 3 หยวน 


ถ้าหากเป็นตั๋ว แบบ 7 วันราคา 298 หยวน (สำหรับช่วง High Season และราคา 193 หยวน ช่วง Low Season)


เนื่องจากอู่หลิงหยวนนั้นเป็นอุทยานที่กว้างใหญ่มาก จึงมีทางเข้าหลัก 2 ประตู มีวิธีขึ้นหลายวิธีทั้ง Cable Car หรือ ลิฟต์แก้ว หรือรถราง + เดิน


เราสามารถเลือกได้ว่าในการเที่ยวแต่ละวัน เราอยากจะขึ้นวิธีไหน ลงวิธีไหน เช่น อาจจะขึ้น Cable Car แล้วลง Lift หรือขึ้น Cable Car ลง Cable Car หรือจะเดินขึ้นแล้วเดินลง ก็แล้วแต่เราเลยค่ะ

เขียนบทความ และสร้าง blog ฟรี! แค่สมัครสมาชิก JaakJai.com

ความคิดเห็น

ติดตามบทความเด็ดสุดจากสมาชิก ได้ทาง Facebook Page ของ JaakJai